Skip to content

โลกเหลือทองขุดได้ 19 ปี YLG ชี้ “ขาขึ้น” ยังไม่จบ แนะทยอยซื้อสะสม

19 พ.ค. 2567 | 14:02น.
โลกเหลือทองขุดได้ 19 ปี YLG ชี้ “ขาขึ้น” ยังไม่จบ แนะทยอยซื้อสะสม
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในมุมของนักลงทุนมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีนี้ จากทิศทางราคาที่เป็น “ขาขึ้น” ต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่ายังขึ้นต่อไปได้อีก ส่วนจะร้อนแรงไปอีกนานแค่ไหน รวมถึงจะมีปัจจัยอะไรบ้างที่เข้ามากระทบ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ฐิภา นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) มานำเสนอ

ทองคำปีนี้ราคาพุ่งร้อนแรง

“ฐิภา” ฉายภาพว่า ปีนี้ ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นมาถึง 21% แล้ว แต่ถ้าเป็นทองคำต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น 14% สาเหตุที่ทองในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่า เป็นเพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าขึ้นมา 6%

“ปีนี้เรียกว่า เราได้อานิสงส์ 2 เด้ง เด้งแรก คือราคาทองต่างประเทศขึ้นมา 14% กับเด้งที่ 2 คือเรื่องของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าขึ้นมา 6% จึงทำให้ราคาทองในประเทศทะลุ 40,000 บาท ขึ้นไปได้ จากต้นปีที่เปิดแถวประมาณ 33,300-33,500 บาท”

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาทองคำในโลกปรับตัวขึ้นมาร้อนแรงในปีนี้ มาจากสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ทำให้นักลงทุนมีความกังวลว่าจะเกิดสงครามหรือไม่ แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร แต่ก็ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมีแนวโน้มว่าจะเริ่มได้เห็นการปรับลดดอกเบี้ยลง

และสุดท้ายเป็นความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่มีปัญหาการเมืองภายใน การเมืองระหว่างประเทศ ประกอบกับมีหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างสูง จึงทำให้นักลงทุน หรือธนาคารกลางต่าง ๆ หันมาสะสมทองคำเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

ดีมานด์สูง-ซัพพลายลดลง

ขณะที่หากมองในแง่ดีมานด์-ซัพพลาย “ฐิภา” กล่าวว่า ความต้องการทองคำในแต่ละช่วง บางเซ็กเตอร์อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้น บางเซ็กเตอร์อาจจะปรับตัวลดลง อย่างในปีนี้ช่วงไตรมาสแรก กลุ่มที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น จะเป็นกลุ่มจิวเวลรี่ ปรับขึ้นประมาณ 1% กลุ่มที่เป็นเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมากถึงประมาณ 10% ด้านกองทุน ETF อย่างกองทุน SPDR ของฝั่งสหรัฐกับฝั่งยุโรป ปรับตัวลดลงเกือบ 300% ส่วนเหรียญ (คอยน์) เพิ่มขึ้นประมาณ 3% และธนาคารกลางต่าง ๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 1%

ส่วนตัวเลขฝั่งซัพพลายพบว่า ปริมาณความสามารถในการขุดทองออกมาในแต่ละปีเริ่มลดลง จากปีที่เคยขุดทองได้สูงสุดที่ประมาณ 3,300 ตัน แต่ในปีล่าสุด ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3,000 ตัน โดยที่มีตัวเลขจากทางธรณีวิทยาของสหรัฐมีการสำรวจพบว่า ทั่วโลกตอนนี้เหลือทองอยู่ประมาณ 59,000 ตันเท่านั้น

“หากสามารถขุดได้ประมาณ 3,000 ตัน หรือผลิตได้ทุก ๆ ปี ที่ประมาณ 3,000 ตัน ภายใน 19 ปี ทองคำก็ไม่น่าจะขุดเพิ่มได้แล้ว”

“แบงก์ชาติ/คนจีน” แห่ตุนทอง

อย่างไรก็ดี อยากให้นักลงทุนมองเหมือนตลาดหุ้นที่มีช่วงขาขึ้นและขาลง ทองคำก็มี Cycle เช่นกัน แต่โดยส่วนตัวยังเชื่อว่าจากนี้ 3-5 ปี ทองคำยังเป็นขาขึ้นอยู่ เพราะว่าจากนี้ไป เศรษฐกิจยังไม่ได้ดีขึ้น ฝั่งสหรัฐยังมีปัญหาหนี้สาธารณะและปัจจัยของธนาคารกลาง เรื่องกระแส Dedollarization ลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ แล้วกระจายเข้าไปอยู่ในสินทรัพย์อื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ประเทศจีน มีความต้องการทองคำมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หรือธนาคารกลาง โดยในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งแต่ต้นปีมา ธนาคารกลางที่เข้าซื้อมากสุดเป็นตุรกี ประมาณ 30 ตัน รองลงมาเป็นจีน ที่เข้าซื้อ 17 เดือนต่อเนื่อง ประมาณ 27 ตัน ต่อมาเป็นอินเดีย

“นอกจากธนาคารกลางแล้ว นักลงทุนของจีนเองก็ซื้อเยอะ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มียอด Import ทองคำ จากต่างประเทศเข้าไปในจีน ถึงประมาณ 2,800 ตัน ถือว่าเป็นปริมาณค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ยังมีการซื้อผ่านกองทุน ETF หรือแม้กระทั่งการลงทุนทองคำ Gold Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

อย่างในตลาดเซี่ยงไฮ้ Gold Exchange ก็มีวอลุ่มค่อนข้างมาก และต้นปีที่ผ่านมา ค่า Premium ที่มีการซื้อขายทองคำในจีน จากปกติที่อยู่ประมาณ 7 เหรียญต่อออนซ์ พุ่งขึ้นไปถึงประมาณ 90-100 เหรียญ แสดงให้เห็นว่าความต้องการในทองคำในฝั่งของจีน ร้อนแรงมาก”

ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ทองคำกลับทิศเป็นขาลงได้นั้น “ฐิภา” กล่าวว่า หากเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น ก็จะทำให้นักลงทุนโยกเงิน ไม่เอาเงินไปลงทุนในทองคำ และโยกบางส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์ตัวอื่น ๆ ก็จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง

ลุ้นทองแท่งทะยาน 45,000 บาท

“ฐิภา” กล่าวว่า ปีนี้ ราคาทองคำขึ้นไปทำ New High และ All Time High ที่ 2,432 เหรียญ เมื่อช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ดังนั้น ภาพระยะยาวของราคาทองคำจากนี้ YLG ยังมองว่า ทองเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ในระหว่างทางที่ขึ้น อาจจะมีการปรับตัวลดลง หรือย่อตัวลงได้ โดยหลัก ๆ จากปัจจัยดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่หลังจากนี้จะเริ่มปรับลดลง

“ในภาพของการลงทุน YLG เรายังแนะนำให้นักลงทุนว่า เมื่อเห็นจังหวะการปรับลดของราคาทองคำ แนะนำให้เข้าซื้อ โดยที่ภาพใหญ่เรายังเชื่อว่าราคาทองคำยังมีโอกาสขยับขึ้นต่อ โดยที่แนวต้านแรก เรามองที่ 2,432 เหรียญ คือจุดเดิมที่ทำไว้ แนวต้านที่สอง เรามองแถว 2,550 เหรียญ ถ้าทองในประเทศก็ประมาณ 44,000-45,000 บาท ขึ้นอยู่กับค่าเงินบาท ว่าจะอ่อนค่าแค่ไหนด้วย

ส่วนแนวรับเราให้ลึก แต่เอาจริง ๆ ยังไม่ถึงเร็ว ๆ นี้ ที่ 2,150 เหรียญ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น แถว ๆ ประมาณ 2,270 เหรียญ หรือประมาณ 39,000 บาท เป็นจุดแรกที่เข้าสะสมได้ กับที่จุด 2,149 เหรียญ หรือ 38,200 บาท”

แนะแบ่งพอร์ตลงทุนทอง

“ซีอีโอ YLG” กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนทองคำ แนะนำว่าให้แบ่งสัดส่วนเงินที่มีมาประมาณ 5-15% ขึ้นกับว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน มาลงทุนในทองคำ โดยอยากให้นักลงทุนมองว่า จากนี้ไปทองคำเป็นขาขึ้น ดังนั้น แนะนำว่าเมื่อจังหวะราคาย่อลงมา ก็ทยอยสะสม

“ถ้าเป็นนักลงทุนระยะกลาง ระยะยาว ก็แนะนำย่อ ซื้อแล้วถือไปเลย แต่ถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้นแนะนำว่า เวลาจังหวะย่อก็เข้าซื้อจังหวะ พอราคาดีดขึ้นไป ก็แบ่งขาย 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 3”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

YLG ทอง ราคาทองคำ