คลังเผยภาวะเศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. 2567 ยังขยายตัวต่อเนื่อง จากท่องเที่ยวหนุน ต่างชาติเที่ยวไทยมากขึ้น ส่งออกฟื้นตัว พร้อมจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจในและนอกประเทศ หวั่นกระทบการฟื้นตัว-กำลังซื้อ-อุตสาหกรรม
วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนเมษายน 2567 ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2567 ขยายตัวต่อเนื่องในภาคการท่องเที่ยว มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน
อย่างไรดี การบริโภคสินค้าคงทนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับผลผลิตภาคเกษตรยังคงหดตัวจากเดือนก่อน ดังนั้น ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าคงทน และปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า : โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 4.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.8 ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง
ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -14.4 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 7.4 ยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 3.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.7 รายได้เกษตรกรที่แท้จริงในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 2.3
อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 62.1 จากระดับ 63.0 ในเดือนก่อน เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า
ด้านเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า : โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 17.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.4 ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -25.1 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 22.3
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -9.4 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.4 ขณะที่ภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 13.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.2
ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน : โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ 23,278.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับมาขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่าขยายตัวที่ร้อยละ 11.4 เนื่องจากการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หมวดเครื่องจักรกลและส่วนประกอบหมวดหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และหมวดเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ โดยขยายตัวร้อยละ 62.0, 58.8, 32.4 และ 23.3 ตามลำดับ
นอกจากนี้ สินค้าข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง ยางพารา และสิ่งปรุงรสอาหาร ขยายตัวร้อยละ 91.5, 52.9, 36.2 และ 23.2 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าในหมวดผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และแผงวงจรไฟฟ้าชะลอตัว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่าปรับตัวดีขึ้นในตลาดสหรัฐ ทวีปออสเตรเลีย อินเดีย และอาเซียน-9 ที่ขยายตัวร้อยละ 26.1, 18.6, 13.3 และ 4.3 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดจีนและญี่ปุ่นหดตัวลงร้อยละ -7.8 และ -4.1 ตามลำดับ
ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน สำหรับภาคบริการมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน : โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยวในเดือนเมษายน 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวมจำนวน 2.76 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 26.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 3.1 โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ
เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในเดือนเมษายน 2567 จำนวน 24.5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 14.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 9.7
ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรมในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -9.9 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 4.5 จากการลดลงของผลผลิตในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวเปลือก ยางพารา และมันสำปะหลัง
อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าวโพดและปาล์มน้ำมันยังคงขยายตัว สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2567 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 3.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.3 ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 90.3 จากระดับ 92.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี : สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ร้อยละ 0.19 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.37 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ร้อยละ 63.4 ต่อ GDP1 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2567 อยู่ในระดับสูงที่ 221.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
