บสย.รับลูกนโยบายรัฐบาลอัด 50,000 ล้าน ค้ำสินเชื่อเติมสภาพคล่องผู้ประกอบการเอสเอ็มอี-แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน 3 กลุ่มหลัก คาดช่วยได้ประมาณ 70,000 ราย ชี้ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันสูงสุด 3 ปี เตรียมชง ครม.เคาะงบฯอุดหนุน 7,000 ล้านบาทใน 2-3 สัปดาห์
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร ผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า โครงการค้ำประกัน PGS11 วงเงิน 50,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ ตามนโยบายของนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง ที่กำกับดูแล บสย. โดยจะแบ่งเป็นโครงการย่อย ๆ 5-6 โครงการ โดยแบ่งการช่วยเอสเอ็มอีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แล้วยังต้องการสภาพคล่องอยู่ กลุ่มที่ต้องการสินเชื่อสำหรับบริหารกิจการ และกลุ่มเปราะบาง

“ใน 5-6 โครงการย่อย ก็คงมีกลุ่มที่เป็นไมโครเอสเอ็มอี กลุ่มสตาร์ตอัพ กลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นบุคคลธรรมดา และกลุ่ม S กับ M โดย M อาจจะเป็นสมาร์ทกรีน ซึ่งเราค้ำประกันตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 40 ล้านบาท และจะมีการใช้โปรดักต์เราเข้าไปร่วมกับ PGS11 เพื่อค้ำให้ได้ถึง 100 ล้านบาท ประมาณการว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ราว 70,000 ราย”
ทั้งนี้ PGS11 จะมีอัตราการเคลมเฉลี่ยทั้งโครงการไม่เกิน 30% แต่ภายใต้โครงการย่อย จะแตกต่างกันไป เช่น บางเซ็กเมนต์ที่ผู้ประกอบการแข็งแรงอยู่แล้ว ก็จะกำหนดอัตราการเคลมไม่เกิน 22% แต่บางเซ็กเมนต์หากเปราะบางมาก ๆ ก็จะเคลมได้ถึง 40% โดยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันจะยกเว้นในช่วง 2 ปีแรก และขยายเพิ่มให้อีก 1 ปี สำหรับเซ็กเมนต์ที่เป็น IGNITE Thailand รวมเป็น 3 ปี ซึ่งคิดเป็นงบประมาณที่ภาครัฐจะอุดหนุนประมาณ 7,000 ล้านบาท
“เราออกแบบการค้ำประกันให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และยังตอบโจทย์ IGNITE Thailand ทั้ง 6 เซ็กเตอร์ โดย IGNITE Thailand ยัง On Top ไปอีก 1 ปี เช่น ถ้าในกรอบค้ำประกันฟรี 2 ปี แต่ถ้าอยู่ในเซ็กเมนต์ IGNITE Thailand เราเพิ่มให้อีก 1 ปี เพื่อไปช่วยกันกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”
นายสิทธิกรกล่าวว่า รมช.คลังมีนโยบายให้เน้นการเข้าถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงต้องการให้ขยายขนาดของศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินของ บสย. เพื่อที่จะสามารถช่วยให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น โดยขณะนี้เสนอเรื่องไปที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แล้ว รอกระบวนการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป คาดว่าจะออกมาได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งเมื่อ ครม.เห็นชอบแล้ว ก็จะมีการลงนามร่วมกับสถาบันการเงิน และเริ่มโครงการได้ทันที
“ในหนี้ครัวเรือน จะมีหนี้ธุรกิจ หรือหนี้อาชีพอิสระผสมอยู่ในนั้น โดยหนี้ครัวเรือนประมาณ 16-17 ล้านล้านบาท จะมีประมาณ 20% เป็นหนี้ของกลุ่มอาชีพอิสระ และในจำนวนนั้นประมาณ 20% เป็นหนี้นอกระบบ ถ้า 2 ส่วนช่วยกัน ใช้กลไก บสย.ดึงกลับมาเข้าระบบ ผมว่าก็จะดีขึ้นได้”
นายสิทธิกรกล่าวว่า เชื่อมั่นว่ากลไกการค้ำประกันสินเชื่อ จะช่วยแก้ในเรื่องสินเชื่อที่ไม่โตได้ โดยจะเป็นเหมือนลมใต้ปีกที่ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่ใช่ภาวะปกติ เห็นได้จากตัวเลขการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ในช่วงสถานการณ์โควิด ที่ยอดค้ำประกันคงค้างเพิ่มจากช่วงตลอด 30 ปีที่มียอดคงค้างราว 4 แสนล้านบาทก่อนโควิด พอหลังโควิดเพิ่มมาอีก 5 แสนล้านบาท
“วันนี้คนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่ากลไกการค้ำประกันสินเชื่อคืออะไร จากช่วงโควิด 3 ปี ก็เลยเชื่อว่าถ้าใช้กลไกนี้เป็นตัวช่วย น่าจะพยุงเรื่องการเติบโตของสินเชื่อได้บ้าง ขณะเดียวกันแบงก์ก็ลด Credit Cost แทนที่จะต้องใช้หลักประกันมาค้ำ”