Skip to content

ยูโอบีคาด กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยครั้งแรก 12 มิ.ย.นี้

11 มิ.ย. 2567 | 15:17น.
ยูโอบีคาด กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยครั้งแรก 12 มิ.ย.นี้

ธนาคารยูโอบี ประเมิน กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายก่อนเฟด คาดลดอย่างเร็วสุดในการประชุมรอบ 12 มิ.ย. 67 ชี้ เสถียรภาพด้านต่างประเทศแข็งแกร่ง-เงินเฟ้อต่ำ หนุนผ่อนคลายนโยบายการเงินสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้หนี้ครัวเรือนจะอยู่ในระดับสูง

วันที่ 11 มิถุนายน 2567 นายเอ็นริโก้ ทานูวิดจายา นักเศรษฐศาสตร์ Global Economics and Market Research ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างตั้งตารอผลการประชุมครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve System) ในวันที่ 13 มิถุนายน (13.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ ต่างก็กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมภายในประเทศเช่นกัน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะทบทวนการกำหนดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปในวันที่ 12 มิถุนายนนี้

ในระยะข้างหน้า การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ และ ธปท. คงไม่แตกต่างกันมากนัก ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะค่อย ๆ ปรับลดลง แต่ในกรณีของไทย อาจมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงก่อนธนาคารกลางสหรัฐ ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปได้เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ลง 0.25% เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

สำหรับสิงคโปร์ การดำเนินนโยบายการเงินต่างออกไป เนื่องจากใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยผูกค่าเงินกับเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายการเงินที่สวนทางกันระหว่างธนาคารกลางสหรัฐ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก

เมื่อมองย้อนไปในอดีต การทำนโยบายการเงินที่สวนทางกันระหว่างธนาคารกลางสหรัฐ กับธนาคารกลางในภูมิภาคนี้ เกิดขึ้นน้อยครั้ง เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการไหลออกของเงินทุนในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การว่างงานปรับเพิ่มสูงขึ้น และค่าเงินอ่อนค่าอย่างหนักและต่อเนื่อง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งจำเป็นเพราะโดยทั่วไปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินสกุลที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน ดังนั้น เพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงจำเป็นต้องให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนที่สูงกว่า

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลพวงหนึ่งของวิกฤตโควิดคืออัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นทั่วโลก เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 ทำให้ธนาคารกลางของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามธนาคารกลางสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้นต่ำกว่ามาก เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความรุนแรงน้อยกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐและยุโรป ธนาคารกลางในภูมิภาคอาเซียนจึงสามารถควบคุมภาวะเงินเฟ้อได้ด้วยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับที่ต่ำกว่า

ธนาคารกลางสหรัฐ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมากกว่า 5% สู่ระดับสูงสุดที่ 5.5% และทรงตัวอยู่ในระดับดังกล่าวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของ ธปท.อยู่ที่ 2.5% เพิ่มขึ้น 2% สำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางประเทศมาเลเซียทรงตัวอยู่ที่ 3% ปรับเพิ่มขึ้นมา 1.25% อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.25% เพิ่มขึ้น 2.75%

ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปรับเพิ่มขึ้น 4.5% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 6.5% อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ปรับเพิ่มขึ้นนั้น ยังต่ำกว่าการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

ปัจจุบัน อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย มีความเป็นอิสระด้านนโยบายการเงินมากขึ้น เนื่องจากเสถียรภาพภาคต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองระหว่างประเทศ และการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากกว่าในช่วงก่อนหน้านี้มาก ทั้ง 4 ประเทศนี้เคยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดระหว่าง 3.4% ถึง 7.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2539 ก่อนเกิดวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ทั้ง 4 ประเทศมีสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก

ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 1% ของจีดีพีในปี 2565 และขาดดุลเล็กน้อยเพียง 0.1% ของจีดีพีในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ในณะที่ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1.4% ของจีดีพีในปี 2566 หลังจากขาดดุลติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปีนับตั้งแต่ปี 2563

มาเลเซียมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของโควิด โดยการเกินดุลปรับลดลงจาก 3.1% ของจีดีพีในปี 2565 เหลือ 1.2% ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ธนาคารยูโอบีประเมินว่า การเกินดุลจะเพิ่มขึ้นเป็น 2% ในปีนี้ ในกรณีของฟิลิปปินส์มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงอย่างมาก จาก 4.4% ของจีดีพีในปี 2565 เหลือเพียง 1.3% ในปีที่แล้ว

เสถียรภาพด้านต่างประเทศที่ปรับดีขึ้นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ อาทิ การเพิ่มผลผลิตและความสามารถในการแข่งขัน การควบคุมดูแลภาคการเงินที่ดีขึ้น และการพัฒนาให้ตลาดทุนมีความโปร่งใสและมีสภาพคล่องมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ อินโดนีเซียได้เริ่มใช้ความพยายามในการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก ในขณะที่ประเทศไทยได้ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านวีซ่าเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งส่งผลให้การส่งออกบริการต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

เมื่อทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายนโยบายทางการเงินลง เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถที่จะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินได้เร็วกว่าหรือมากกว่าได้ ด้วยเสถียรภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ทำให้มีความยืดหยุ่นในการปรับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อในประเทศของตน โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินตามธนาคารกลางสหรัฐ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

ปัจจุบัน นโยบายการเงินของธนาคารกลางของฟิลิปปินส์ค่อนข้างเป็นกลางหรือค่อนข้างผ่อนคลาย โดยเมื่อพิจารณาจากคำแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินล่าสุด การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ และสกุลเงินเปโซของฟิลิปปินส์ ก็ถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีความยืดหยุ่นมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ธนาคารกลางของฟิลิปปินส์มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน

ในกรณีของประเทศไทย แม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน แต่เสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ น่าจะช่วยเอื้อให้ ธปท.สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อช่วยให้การเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นได้ โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 12 มิถุนายนนี้

ส่วนมาเลเซีย แม้ว่าการส่งออกจะเติบโตชะลอลง แต่อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ และความจำเป็นที่จะใช้การกระตุ้นจากนโยบายการเงินมีไม่มาก

ขณะที่อินโดนีเซียน่าจะเป็นประเทศที่ใช้ความระมัดระวังมากที่สุดในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ราคาสินค้านำเข้าจะสูงขึ้น นอกจากนี้ แม้ว่าสถานะด้านต่างประเทศมั่นคงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินโดนีเซียอาจจะมีความระมัดระวังในการรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดเงินทุนให้ไหลกลับเข้าประเทศ

สิงคโปร์แม้จะไม่ได้ดำเนินการผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ยโดยตรง แต่ผ่านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ก็สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากโมเมนตัมการเติบโตกำลังชะลอตัวลง

ไม่ว่าธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะมีนโยบายอย่างไร ประเทศเหล่านี้มีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา และธนาคารกลางสหรัฐ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลก มีอิทธิพลต่อทิศทางของนโยบายการเงินของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง.