เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดรายงาน กนง. แนะมาตรการการคลังควรหลีกเลี่ยงกระตุ้นการบริโภคที่ไม่เฉพาะเจาะจง

13 พ.ค. 2569 | 16:41น.
กนง.

กนง.

เปิดรายงาน กนง. ล่าสุด มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ต่อปี แนะมาตรการการคลังควรหลีกเลี่ยงกระตุ้นการบริโภคที่ไม่เฉพาะเจาะจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีกรรมการที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายวิทัย รัตนากร (ประธาน) นายปิติ ดิษยทัต (รองประธาน) นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายเชาว์ เก่งชน และ นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

โดยคณะกรรมการ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงคราม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-diven inflation) โดยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปีนี้ แต่จะโน้มลดลงในปีหน้า ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย

มองไปข้างหน้า คณะกรรมการ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น จึงต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการได้สอบถามเกี่ยวกับผลของมาตรการทางการคลังที่อาจมีเพิ่มเติมต่อประมาณการเศรษฐกิจ

ฝ่ายเลขานุการ ชี้แจงว่ากรอบวงเงินและรูปแบบของมาตรการยังไม่มีความชัดเจน ภายใต้ข้อสมมติมาตรการทางการคลังวงเงินรวม 300,000 ล้านบาทที่ครอบคลุมมาตรการเงินโอนเพื่อบรรเทาผลกระทบ และบางส่วนเป็นการลงทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ฝ่ายเลขานุการ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานประมาณ 0.5-0.7% แต่จะปรับลดลงในปี 2570 ประมาณ 0.5% เมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น

คณะกรรมการเห็นว่ามาตรการที่เน้นกระตุ้นการบริโภคจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพียงระยะสั้น การออกมาตรการควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และคำนึงถึงการรักษาพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

โดยผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทยยังไม่ชัดเจน และสถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต จึงควรหลีกเลี่ยงมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่ไม่เฉพาะเจาะจงเท่าที่ควรซึ่งอาจสร้างข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายในอนาคต แต่ควรเน้นมาตรการที่ช่วยปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและสนับสนุนพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในอนาคต