สุโรจน์ แสงสนิท ‘ไทย’ ต้องรักษาฐานผลิตรถทุก ‘พลังงาน’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมทั้งคำถามที่หลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลดี-ผลเสีย หลังจากไทยได้เปิดตลาดรถยนต์ไฟฟ้า จนได้รับการตอบรับทั้งจากผู้บริโภคและค่ายรถยนต์จากจีนเข้ามาทำตลาด และใช้ไทยเป็นโอกาสทางการขายใหม่ของค่ายรถยนต์เหล่านี้
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) หลังจากได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง
ต้องบอกว่า หลังจากนายกสมาคมสุโรจน์เพิ่งออกตัวเป็นแม่แรงใหญ่ตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 10 สมาคม ยื่นข้อเสนอ 8 มาตรการฉุกเฉินต่อรัฐบาล เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการรถยนต์อีวีที่ลงทุนผลิตจริงในไทย กับผู้นำเข้ารถสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ทั้งยังเป็นกระบอกเสียงหลักเพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่นายกสมาคมวางไว้เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อน
การตอบรับหลังแสดงจุดยื่น
สุโรจน์ยอมรับว่า หลังจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 10 สมาคมยื่นข้อเสนอ 8 มาตรการฉุกเฉินต่อรัฐบาลไปนั้น ได้รับการตอบรับจากภาครัฐค่อนข้างดี แต่ยังมีหลากหลายคำถามจากภาครัฐ ว่าข้อเสนอต่าง ๆ จะดำเนินการอย่างไรนั้น การคิดคำนวณโควตาต่าง ๆ รวมถึงช่องว่างระหว่างการจัดเก็บภาษีควรต้องอยู่ระดับใดนั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรมนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการคิด วิเคราะห์ และกำหนด
เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจว่า การนำเข้ามาก่อน และเมื่อถึงจุดหนึ่ง หากนำเข้ามาเยอะแล้ว ก็ควรปรับเปลี่ยนบังคับให้มีการผลิตภายในประเทศ
แต่หากไม่มีการกำหนด หรือบังคับอย่างชัดเจน ปล่อยให้นำเข้าตลอด เท่ากับ “ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย”
ผมมองว่า “ใครจะมาเอาอะไรจากประเทศไทยไป ก็ควรที่จะคืนกลับให้ประเทศไทยบ้าง”
และผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นตรงกัน มีบางค่ายมีบางส่วนที่เขาไม่มีนโยบายเข้ามาตั้งฐานการผลิต/ประกอบในบ้านเราจริง ๆ ที่เขายังไม่เห็นด้วยกับเรา ซึ่งมีค่อนข้างหลากหลาย
สุโรจน์ย้ำว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการเพื่อกำหนดมาตรการที่ชัดเจนออกมา
เดินสายพบภาครัฐต่อเนื่อง
นอกจากการประกาศจุดยืนจาก 10 สมาคมไปแล้ว สุโรจน์ยังเตรียมเดินสายเข้าพบกับหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อชี้แจงและนำเสนอสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและชิ้นส่วนต่อเนื่อง โดยจะเข้าไปยัง “กรมการค้าต่างประเทศ” เพื่อดูรายละเอียดของการเจรจา FTA กับ EU รวมทั้งจีนด้วย รวมทั้ง BOI เพื่อเข้าไปทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะประเด็นที่วัตถุดิบชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตไทยยังสู้กับจีนไม่ได้ โดยเฉพาะ “ต้นทุน” การแข่งขันที่ไทยสูงกว่าจีน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตจีนได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลย แม้จะผลิตจากจีนแล้วส่งมาไทย ผู้ผลิตไทยก็ยังไม่สามารถแข่งขันได้
สะท้อนความน่าเชื่อถือประเทศ
ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลไทยมีความเข้มงวดกวดขันมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็น “ถิ่นกำเนิด” ของสินค้าให้ชัดเจนก่อน เพื่อป้องปรามหากเกิดปัญหาในอนาคตหากมีการส่งออกรถเหล่านี้ไปยังต่างประเทศ แล้วตรวจสอบพบว่า “ชิ้นส่วน” นั้น ๆ ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไทย ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น กระเทือนไม่เฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังหมายถึงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยด้วย
เมื่อเราส่งออกสินค้าจากไทยไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เราพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ชื่อเสียงของประเทศเราจะมาลองผิดลองถูกไม่ได้ เราต้องทำให้เขามั่นใจในชื่อเสียงของรัฐบาลไทยและประเทศไทยด้วย
ทั้งนี้ สมาคมอยากฝากให้รัฐบาลไทยได้หารือเจรจากับทางรัฐบาลจีน ว่ามีรายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ WIN WIN ทั้งคู่
โดยหลักการแล้ว “สุโรจน์” มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่ไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างทำ ในฐานะผู้ประกอบการเล็งเห็นจุดโหว่ ช่วยตรงไหนได้ก็พร้อมจะช่วย แต่ที่แน่ ๆ ภาครัฐเองมีการรับฟังเสียงสะท้อนมากขึ้น เช่น หากเราไม่สามารถอุดช่องว่างทางด้าน FTA ได้ แต่ในส่วนของ “ภาษีสรรพสามิต” นั้น เราสามารถทำได้ เหมือนเช่นประเทศรอบบ้านเราทำ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนามทำ แต่ไทยนั้น Gentleman มาก ๆ ดังนั้นเราอาจจะต้องปรับตรงนี้แทน
หวั่นจีนนำเข้ามาขายแทน
อย่างในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีหลายค่ายที่ทำตลาดเป็นการนำเข้ามาจากจีน แล้วทำให้ตรงนี้อด “วิตก” ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดมาตรการอีวี 3.5 แล้ว ค่ายรถจีนจะหันกลับไปใช้วิธีการนำเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ “ตรงนี้น่าคิด”
จากงานมอเตอร์โชว์ เราเห็นแล้วน่าตกใจมาก หากพิจารณากันดี ๆ แล้ว และท้ายที่สุดประเทศไทยจะเหลือเพียงแค่ฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป IEC, HEV ภายในประเทศหรือไม่
ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และทุกแพลตฟอร์ม
วันนี้ช่องโหว่อยู่ที่รถยนต์ไฟฟ้า เราต้องช่วยกัน ผมต้องการทำทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่เฉพาะแต่รถอีวีเท่านั้น
เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจไร้รอยต่อ
สุโรจน์กล่าวย้ำกับ “ประชาชาติธุรกิจ” หลังจากรับตำแหน่งในสมัยที่สอง เขาและทีมงานสมาชิกสมาคมพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนข้อเสนอของ 10 สมาคมด้านซัพพลายอย่างต่อเนื่อง
และยังจะมีอีกสมาคมเข้าร่วมคือ สมาคมด้านดีมานด์ ที่ประกอบด้วย สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว (รถมือสอง), สมาคมประกันวินาศภัย, สมาคมไฟแนนซ์ เพราะจะได้รู้ว่ารถอีวีที่เข้าสู่ตลาดมือสองนั้นควรมีสภาพอย่างไร มีเกณฑ์คัดรถอย่างไร การรับประกันจะต้องรับประกันอย่างไร เพื่อศึกษาและปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเทศไทย
รวมทั้งการดึงสมาคมการศึกษาเข้ามาต่อยอดตรงนี้ด้วย เราต้องมองไปไกลเกินกว่ารถยนต์ไฟฟ้าแล้ว วันนี้ไปไกลถึงระบบ ADSS AUTONOMUS ต่าง ๆ
สิ่งที่นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยต้องการคือ การเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งองคาพยพ