Skip to content

ปรับพอร์ตอย่างไร หลังตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวแรง

18 ต.ค. 2567 | 08:50น.
ปรับพอร์ตอย่างไร หลังตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวแรง
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้แย่ที่สุดในโลก แต่หลังจากที่ทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่และครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายภาคอสังหาริมทรัพย์ นโยบายสนับสนุนตลาดหุ้น ผ่อนคลายนโยบายการเงิน และอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายการคลัง ก็ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนพลิกฟื้นกลับมากลายเป็นตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดของโลกในปี 2024 โดยใช้เวลาฟื้นตัวเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น

แต่ผ่านไปไม่นานหลังจากตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวกลับมา ช่วงหลังวันหยุดยาวในช่วงเทศกาล Golden Week ตลาดหุ้นจีนก็กลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นจีนยังคงมีความผันผวนสูงมาก ๆ ทั้งในขาขึ้นและขาลง จนนำมาซึ่งคำถามสำคัญของนักลงทุนที่ต้องการหาคำตอบ ว่าจะทำอย่างไรกับหุ้นจีนดีในช่วงเวลาหลังจากนี้ ?

ซึ่งนักลงทุนกลุ่มแรก คือนักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีนอยู่แล้ว และเชื่อว่านักลงทุนบางกลุ่มมีสัดส่วนการลงทุนหุ้นจีนในพอร์ตสูงถึงเกิน 50% แต่ที่ผ่านมาการปรับลดสัดส่วนการลงทุนทำได้ยาก เนื่องจากตลาดหุ้นจีนปรับลดลงมาแรงต่อเนื่อง และสร้างผลตอบแทนติดลบให้กับนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยการปรับขึ้นของตลาดหุ้นจีนในรอบนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่นักลงทุนจะเริ่มทยอยปรับลดสัดส่วนหุ้นจีนในพอร์ตการลงทุน หากว่ามีสัดส่วนมากจนเกินไป

ด้านนักลงทุนที่ยังไม่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีน ซึ่งอาจจะยังไม่เคยลงทุน หรือเคยขายทำกำไร หรือขายตัดขาดทุนไปแล้วนั้น การเข้ามาลงทุนหุ้นจีนในจังหวะนี้อาจจะยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมมากนัก เนื่องจากการปรับเพิ่มขึ้นของหุ้นจีนในรอบนี้ปรับเพิ่มขึ้นมาเร็วและแรงกว่าปกติ การขายทำกำไรในระยะสั้นของนักลงทุนบางกลุ่ม ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับลดลงจึงมีความเป็นไปได้สูง ส่วนเมื่อไหร่ถึงจะเป็นจังหวะที่ควรกลับเข้าไปในลงทุนในหุ้นจีนนั้น อาจจะต้องรอพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน

โดยปัจจัยแรก คือตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่จะประกาศออกมาหลังจากนี้ ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีน ทั้งมาตรการการเงินและมาตรการคลังจะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้จริงหรือไม่ ปัจจัยที่สอง คือผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนของจีน ที่จะเริ่มประกาศออกมาในช่วงปลายเดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร มีทิศทางที่ฟื้นตัวหรือไม่

และปัจจัยสุดท้ายและถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติรายใหญ่ ๆ ที่เคยหนีออกจากหุ้นจีนและเข้าไปลงทุนในประเทศอื่น ว่าจะเริ่มกลับมาลงทุนหรือไม่ ซึ่งถ้าหากสามปัจจัยดังกล่าวออกมาในทิศทางที่ดีทั้งหมด หุ้นจีนอาจจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาวและมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสามปัจจัยสำคัญที่ได้กล่าวไปแล้วจะออกมาในทิศทางที่ดีทั้งหมด แต่นักลงทุนที่จะพิจารณาเข้าลงทุนในหุ้นจีนหลังจากนี้ ก็ต้องอย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยง และเข้าลงทุนในสัดส่วนที่ไม่สูงจนเกินไป โดยหากเป็นพอร์ตการลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมีหุ้น 100% การมีสัดส่วนหุ้นจีนในระดับ 20-30% ก็ถือว่าเป็นระดับเพดานบนที่ควรจะมีไม่เกินระดับนี้

ซึ่งหลังจากนี้ความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นจีนที่ต้องจับตานอกจากสามปัจจัยที่ได้กล่าวไป ซึ่งอาจจะออกมาในทิศทางที่ไม่ดีแล้ว ต้องอย่าลืมว่าตอนนี้เข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และไม่ว่าชัยชนะในการเลือกตั้งจะตกเป็นของใครก็ตาม แต่ทิศทางนโยบายของสหรัฐที่มีต่อจีนยังน่าจะเป็นทิศทางเดิม และการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม รวมถึงมาตรการการจำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงน่าจะยังมีออกมาเรื่อย ๆ และก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนอาจเกิดความผันผวนได้ในช่วงปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า

ด้านหุ้นจีนกลุ่มที่น่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีหลังจากนี้ น่าจะเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าฟุ่มเฟือยที่ราคาปรับลงมาแรง แต่ในช่วงที่ตลาดฟื้นตัวในรอบนี้ก็สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่นเช่นเดียวกัน ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของหุ้นทั้ง 2 กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากน่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากทางการจีนให้กลับมาเติบโตได้ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตชิป อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หรือกลุ่มแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมเกมที่น่าจะไม่ถูกนโยบายของทางการเล่นงานเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นจีน A-Shares, H-Shares, หุ้นจีนที่เทรดในตลาดหุ้นสหรัฐ หรือหุ้นจีนกลุ่มไหนก็ตาม ต้องอย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงและความผันผวนทั้งขาขึ้นและขาลง เหมือนกับที่หุ้นจีนได้แสดงให้เราเห็นเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ว่าการปรับลดลงหรือเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10% ใน 1 วันสามารถเป็นสิ่งที่เกิดกับหุ้นจีนได้เสมอ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น ตลาดหุ้นจีน