เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กขค.ล็อกกติกาอีคอมเมิร์ซ คุมแพลตฟอร์มหลายด้าน ห้ามบีบผู้ขาย-ล็อกขนส่ง-เอื้อสินค้าตัวเอง
Economic กขค.ล็อกกติกาอีคอมเมิร์ซ คุมแพลตฟอร์มหลายด้าน ห้ามบีบผู้ขาย-ล็อกขนส่ง-เอื้อสินค้าตัวเอง
ภาษีสหรัฐ 12.5% สะเทือนส่งออกไทยกว่า 1 ล้านล้าน ‘อัทธ์’ หั่นเป้าทั้งปีเหลือโต 6-7%
Economic ภาษีสหรัฐ 12.5% สะเทือนส่งออกไทยกว่า 1 ล้านล้าน ‘อัทธ์’ หั่นเป้าทั้งปีเหลือโต 6-7%
เครื่องนุ่งห่มไทยไม่หวั่นภาษีสหรัฐ 12.5% ชี้คู่แข่งโดนใกล้เคียงกัน จับตา FTA ยุโรปเปิดตลาดใหม่
Economic เครื่องนุ่งห่มไทยไม่หวั่นภาษีสหรัฐ 12.5% ชี้คู่แข่งโดนใกล้เคียงกัน จับตา FTA ยุโรปเปิดตลาดใหม่
‘สุริยะ’ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกร 5% ใน 1 ปี ชูลดต้นทุนปุ๋ย-ยกระดับผลผลิตสู้เวียดนาม
Economic ‘สุริยะ’ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกร 5% ใน 1 ปี ชูลดต้นทุนปุ๋ย-ยกระดับผลผลิตสู้เวียดนาม
กขค.เร่งคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล รับ 17 เรื่องร้องเรียน ส่ง 7 คดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
Economic กขค.เร่งคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล รับ 17 เรื่องร้องเรียน ส่ง 7 คดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 1,050 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 1,050 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,250 บาท
ค่าครองชีพให้แล้วเอาคืนได้ไหม
Columns ค่าครองชีพให้แล้วเอาคืนได้ไหม
รัฐบาลย้ำมีเสถียรภาพ สั่งทุกกระทรวงไม่แยกทำงาน กำชับทีมดีลการค้าอย่าเสียเปรียบ 
Politics รัฐบาลย้ำมีเสถียรภาพ สั่งทุกกระทรวงไม่แยกทำงาน กำชับทีมดีลการค้าอย่าเสียเปรียบ 
นายกฯ ถก มิตซูบิชิ จ่อลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้าน ศึกษาตั้งฐานผลิตรถไฟฟ้าในไทย
Politics นายกฯ ถก มิตซูบิชิ จ่อลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้าน ศึกษาตั้งฐานผลิตรถไฟฟ้าในไทย
ส.อ.ท. จับตาภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ประสานพาณิชย์ประเมินผลกระทบรายสินค้า หนุนเจรจา ART รักษาขีดแข่งขันส่งออกไทย
Economic ส.อ.ท. จับตาภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ประสานพาณิชย์ประเมินผลกระทบรายสินค้า หนุนเจรจา ART รักษาขีดแข่งขันส่งออกไทย
ดูทั้งหมด

เงินบาทกับความไม่แน่นอน ในช่วงครึ่งปีหลัง

19 ก.ค. 2568 | 09:34น.
Thailand Baht lot of money a white background.
คอลัมน์ : นั่งคุยกับห้องค้า
ผู้เขียน : ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, ซาร่า ผลพิบูลย์ ธนาคารกสิกรไทย

ผ่านไปแล้วสำหรับครึ่งแรกของปี 2025 เงินบาทเซอร์ไพรส์แข็งค่ากว่า 5% ด้วยปัจจัยสำคัญเลยก็คือนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วควรจะหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ามาก หากแต่ดอลลาร์สหรัฐกลับอ่อนค่ากว่า 10% เมื่อตลาดมองภาษีที่จะปรับขึ้นนั้นสูงมากเกินไป และจะส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจสหรัฐ จนถึงขั้นอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้เลยทีเดียว

นอกเหนือจากเงินเฟ้อที่จะพุ่งขึ้นแล้ว ดอลลาร์สหรัฐยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากการที่มูดีส์หั่นเครดิตสหรัฐลงจากระดับสูงสุด หรือ AAA ด้วยความกังวลหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มเพิ่มไม่หยุด ท่ามกลางกฎหมาย One Big Beautiful Bill สุดภาคภูมิใจของทรัมป์ ซึ่งประเมินจะทำให้สหรัฐขาดดุลการคลังเพิ่มอีกกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างแรงเทขายสินทรัพย์สหรัฐ

สองปัจจัยข้างต้นดูจะทำให้ตลาดมองเลยผ่านความจริงที่ว่า ไทยกำลังถูกสหรัฐจ้องเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดดอกเบี้ยไปแล้วถึง 2 ครั้งปีนี้

แล้วบาทจะสานต่อการแข็งค่าต่อเนื่องในครึ่งหลังของปีได้หรือไม่ ? คงต้องบอกว่าเป็นการยากพอสมควร ด้วยความไม่แน่นอนของภาษีนำเข้าสหรัฐยังคงอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าจะคลี่คลายลงในวันที่ 1 สิงหาคมนี้หรือไม่ แล้วไทยจะโดนภาษี 36% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือเปล่า ที่ปัจจุบันเหลือราว 20% อีกทั้งเมื่อเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐผ่านพ้นไป ตลาดก็คงจะกลับมาให้ความสนใจเรื่องเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีสัญญาณอ่อนแอลงชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผลดีจากการเร่งส่งออกสินค้าก่อนหน้าได้หมดไปแล้ว นำไปสู่อีกคำถามสำคัญคือแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยลงเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า

แต่ต้องบอกว่าปัจจัยนอกประเทศ โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐก็จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางค่าเงินบาท เช่นเดียวกับที่เป็นในช่วงครึ่งแรกของปี ที่สำคัญคือการลดดอกเบี้ยของเฟดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะลดลงได้มากน้อยแค่ไหน ? เศรษฐกิจสหรัฐจะแผ่วลงมากอย่างที่กังวลหรือไม่ ?

ขณะที่สหรัฐยังคงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นการคลัง และที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการผ่านงบประมาณของปีถัดไปภายในสิ้นเดือนกันยายน เพื่อเลี่ยงการเกิด Government Shutdown นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่และอาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

ฉะนั้น ด้วยหลายเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปีที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ส่งผลให้การคาดการณ์ค่าเงินบาททำได้ค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะเมื่อผลกระทบของแต่ละเหตุการณ์นั้นขึ้นอยู่กับมุมมองและการให้น้ำหนักของตลาดเป็นสำคัญ ซึ่งหลายครั้งก็ไม่สมเหตุสมผลนัก