คอลัมน์ : เติมความคิด พิชิตการลงทุน ผู้เขียน : พบชัย ภัทราวิชญ์ InnovestX
แม้เดือนกรกฎาคมที่ผ่านพ้นไปเป็นเดือนที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ขึ้นมากมาย เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นจากกรณีที่ คุณแพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ชั่วคราวระหว่างรอการวินิจฉัยข้อกล่าวหากรณีคลิปเสียง ตามมาด้วยประเด็นที่สหรัฐประกาศคงภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 36%
แต่ SET Index ก็ยังปรับขึ้นได้ จากความคาดหวังจากการเจรจาการค้ารอบ 2 ของไทยกับสหรัฐจะบรรลุข้อตกลงได้ในอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจทำให้ไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันได้อยู่
นอกจากนี้ การแต่งตั้ง ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ที่มีแนวคิดผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าเดิมก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนดัชนีพุ่งขึ้นในเดือนนี้กว่า 14% แม้ช่วงปลายเดือนจะมีเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนที่มีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ก็เป็นปัจจัยรบกวนระยะสั้นเท่านั้น
โดยสิ่งที่หนุนให้ตลาดหุ้นไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลัก ๆ มาจากกระแส Fund Flow ที่ไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง ในเดือนกรกฎาคมมีกระแสเงินไหลเข้าภูมิภาคสูงถึงกว่า 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์
โดยเป็นการไหลเข้าในตลาดหุ้นไต้หวันมากสุดกว่า 7.3 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ราว 3.8 พันล้านดอลลาร์ ตลาดหุ้นเวียดนามก็มีกระแสเงินไหลเข้าเช่นกันราว 340 ล้านดอลลาร์
ส่วนตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติพลิกมามีสถานะซื้อสุทธิครั้งแรกหลังขายติดต่อกัน 9 เดือนที่กว่า 500 ล้านดอลลาร์ จึงอาจกล่าวได้ว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องที่ไหลเข้ามา (Liquidity Driven)
สำหรับแนวโน้มของ SET Index ในเดือนสิงหาคม เรามองว่าการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มชะลอความร้อนแรงลง และมี Upside ที่จำกัดมากขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นของดัชนีมาที่บริเวณ 1,240-1,280 เทียบเท่า Forward P/E ที่ระดับ 14.0-14.5 เท่า อิงกำไรตลาด (EPS) ณ สิ้นปีนี้ที่ประมาณ 88.40 บาท ซึ่งจะเห็นว่า Valuation ตลาดหุ้นไทยเริ่มตึงตัวแล้ว
ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทั้งด้านเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หรืออาจมองเป็นภาพรวมครึ่งปีหลังของปีนี้นั้นก็ยังไม่ได้มีแนวโน้มที่ดีนัก ประกอบกับความคาดหวังเชิงบวกที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว
ขณะที่ประเด็นความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการเมืองยังคงมีอยู่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นด้วย Liquidity Driven อาจเกิด Sell on Fact ขึ้นมาได้
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน เราจึงแนะนำเลือกหุ้น Earning Plays ผสาน Dividend Plays ดังนี้
1.หุ้น Earning Play ซึ่งโมเมนตัมกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง โดย 2Q68 คาดกำไรปกติจะเติบโตได้ทั้ง YOY และ QOQ ขณะที่ 3Q68 คาดกำไรยังเติบโต YOY แนะนำ ADVANC, BCH, CBG, CPALL, SCCC
2.หุ้นปันผลที่มีคุณภาพดี (หุ้น SET50 ที่มี SETESG Rating A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนในระยะสั้น โดยคาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลช่วง 1H68 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ ADVANC, BBL, PTT
3.หุ้น Laggard Play ซึ่งคาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยเลือกหุ้น SET50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น MTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2568F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ BDMS, CPALL, MINT, MTC, PTT