ธนาคารพาณิชย์-ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ แห่ลดดอกเบี้ย 0.25% หลังมติ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่ง ได้ประกาศลดดอกเบี้ยตามกันแล้ว หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มีผลทันทีโดยในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีดังนี้
1.ธนาคารออมสิน
ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี ทุกประเภท ดังนี้
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายย่อย (MRR) ลดเหลือ 6.295% ต่อปี
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่ (MLR) ลดเหลือ 6.325% ต่อปี
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้าใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดเหลือ 6.095% ต่อปี
ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภทของธนาคาร (MRR/MLR/MOR) ยังคงต่ำที่สุดในระบบ
เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
2.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.25% ต่อปี จากปัจจุบัน 6.495% ต่อปี เป็น 6.245% ต่อปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ส่งผลให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ยังคงอยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐอื่น
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) อยู่ที่ 6.100% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) อยู่ที่ 6.000% ต่อปี ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับตลาด
3.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สูงสุด 0.25% ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% ต่อปี เป็น 1.50% ต่อปี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 โดยมีรายละเอียดดังนี้
- MOR คงเหลือ 6.375%
- MLR คงเหลือ 6.125%
- MRR คงเหลือ 6.625%
มีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไม่เปลี่ยนแปลง
4.SME D Bank
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank เคียงข้างช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ได้แก่ ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) จาก 7.575% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.325% ต่อปี , ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) จาก 7.40% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.20% ต่อปี และ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) จาก 7.25% ต่อปี เหลือ 7.10% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
สำหรับการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2568 เพื่อเป็นการสานต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ช่วยให้ลดผลกระทบจากปัจจัยท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาษีการค้า และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน เป็นต้น เพื่อจะสามารถประคับประคอง และเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นคงต่อไป
ขณะเดียวกัน SME D Bank ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้หน่วยงาน องค์กร กลุ่มนิติบุคคล สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน เพื่อเป็นทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนสูง ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด
นอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว SME D Bank ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ไว้ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำ อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพนำไปลงทุนหรือเสริมสภาพคล่องในกิจการได้เป็นอย่างดี ผ่าน 3 โครงการสินเชื่อ ได้แก่
- สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท
- สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1.5 ล้านบาท
- สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท
5.EXIM BANK
นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.50% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง จากแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ดังนั้น เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาลในการเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม SMEs ของธนาคาร EXIM BANK จึงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 6.10% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ EXIM BANK ใช้สำหรับลูกค้าทั่วไปและลูกค้า SMEs เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีหรือ MRR ของธนาคารพาณิชย์ นับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีที่ต่ำที่สุดในระบบ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
การปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ในครั้งนี้เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ของปี 2568 ตอกย้ำการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในระบบมาโดยตลอด พร้อมกับออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน สอดคล้องกับพันธกิจของ EXIM BANK ในฐานะกลไกของภาครัฐในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทย รวมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
6.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.75 ต่อปี มาอยู่ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี นั้น ไอแบงก์ ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์ ที่ยึดแนวคิด “ไอแบงก์…เรา…ไม่ทิ้งกัน” จึงพร้อมปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อสูงสุด 0.25% เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ซึ่งการลดอัตรากำไรสินเชื่อในครั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป โดยไอแบงก์ได้ปรับลดอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) ลดลง 0.25% เหลือ 7.65% ต่อปี อัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (SPRL) อยู่ที่ 7.80% ต่อปี และปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) ลดลงเหลือ 8.05% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ไอแบงก์ได้เดินหน้าสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์
ธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดดอกเบี้ยดังนี้
1.ธนาคารกรุงไทย
ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ดังนี้
- อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลงจากปัจจุบัน เป็น 6.620% ต่อปี
- อัตราดอกเบี้ยเงินลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดลงจากปัจจุบัน เป็น 6.500% ต่อปี
- อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลดลงจากปัจจุบัน เป็น 7.045% ต่อปี
โดยมีผลในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังไม่เปลี่ยนแปลง
2.ธนาคารกรุงเทพ
ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ M Rate ทั้ง MLR MOR MRR ลดลง 0.25% โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.50% ต่อปี เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.75% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.65% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2568
3.ธนาคารกสิกรไทย
ธนาคารกสิกรไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR MOR และ MRR ลง 0.25% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นในหลายภาคส่วน มีผลวันที่ 15 สิงหาคม 2568
นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.50% ต่อปี ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่แม้จะยังคงขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แต่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้านซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นน่าจะเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เช่น ลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังคงเผชิญภาระต้นทุนทางการเงินสูงท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า
ธนาคารทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อลง โดยมีรายละเอียดดังนี้
-อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.25% จาก 6.97% เหลือ 6.72% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.94% เหลือ 6.69% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลด 0.25% จาก 7.03% เหลือ 6.78% ต่อปี
ธนาคารเชื่อมั่นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว และธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความยืดหยุ่นทางการเงิน เพื่อต่อยอดการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างยั่งยืน
4.ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี
ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกกลุ่ม 0.25% ต่อปี ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและบรรเทาภาระลูกหนี้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2568
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบี พร้อมอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่สภาพเศรษฐกิจเปราะบางจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ อาทิ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีสหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ผลพวงจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มลดลง
อีกทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่ายยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวลง เพื่อเป็นการสอดรับกับมติ กนง. ที่ต้องการช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย กระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาไม่ให้ค่าครองชีพของลูกค้าและต้นทุนของธุรกิจยิ่งสูงไปกว่านี้
ทีทีบี จึงได้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปีเพื่อช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่รายย่อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มลูกค้าธุรกิจ สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2568
นอกจากความช่วยเหลือด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารยังคงตอกย้ำปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้สนับสนุนลูกค้าสินเชื่อเพิ่มเติมผ่านโปรแกรม “ทีทีบี ผ่อนดี.. มีรางวัล” ที่ให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่มีประวัติผ่อนดี ซึ่งถือเป็นลูกค้าอีกกลุ่มที่สำคัญและยังไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือ โดยโปรแกรมนี้ให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งคนผ่อนดีที่มีบ้าน มีรถ และกลุ่มพนักงานเงินเดือนที่มีสินเชื่อบุคคล ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์จากโปรแกรมนี้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ทีทีบี ยังพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนมีความมุ่งมั่นส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถจัดการภาระหนี้ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนผ่านโซลูชันรวบหนี้ โซลูชันโอนยอดหนี้โครงการคุณสู้ เราช่วย ควบคู่กับแนะนำการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อการจัดการหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระคืน ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ตามเป้าหมายของธนาคารที่มุ่งมั่นทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้ และอนาคต
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว : สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3-4% ต่อปี สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR-4.215% ถึง MRR-3.615% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย MRR ณ วันที่ 15 ส.ค. 68 = 7.305% ต่อปี | สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 13% – 24% ต่อปี | บัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช อัตราดอกเบี้ย 13% – 25% ต่อปี | อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ | เงื่อนไขการสมัครและอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกําหนด
5.ธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.25% ต่อปี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องสำหรับภาคธุรกิจ และลดภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือน และภาวะการเงินที่ตึงตัวสูง ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR, MOR และ MRR ลง 0.25% เพื่อลดภาระทางการเงินของลูกค้า และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR : Minimum Loan Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.750% เป็น 6.500% ต่อปี
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR : Minimum Overdraft Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.925% เป็น 6.675% ต่อปี
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR : Minimum Retail Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.025% เป็น 6.775% ต่อปี
ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงศักยภาพและโอกาสในการปรับตัวของลูกค้าในอนาคต โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติม รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือและลดภาระให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องมาตลอด สำหรับลูกค้าที่ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาสามารถติดต่อธนาคารได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ SCB Call Center 0-2777-7777