วายแอลจีชี้ คืนนี้ต้องเกาะติดสุนทรพจน์ของพาวเวลล์ในเวทีแจ็กสัน โฮล ซึ่งเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางดอกเบี้ยเฟด คาดหากเฟดผ่อนคลายนโยบายจะหนุนราคาทองพุ่ง คาดสิ้นปีมีลุ้นแตะจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) รับเทรนด์ De-Dollarization
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ในคืนนี้นักลงทุนต้องจับตาการประชุมสัมมนาธนาคารกลางประจำปี “แจ็กสัน โฮล” ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นวานนี้ และวันนี้เป็นวันที่สองของการประชุม โดยเฉพาะการกล่าวสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เวลา 21.00 น. ตามเวลาไทย เนื่องจากจะส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ย
ประเด็นที่ตลาดต้องติดตามคือ ท่าทีของเฟดต่ออัตราเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และการทบทวนกรอบนโยบาย หากเฟดกังวลเงินเฟ้อจากดัชนี PPI ที่เร่งขึ้น อาจทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดยังไม่รีบปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันทองคำ แต่หากสะท้อนความกังวลต่อตัวเลขการจ้างงาน (Nonfarm) ที่อ่อนแอลง จะช่วยหนุนการปรับลดดอกเบี้ยและราคาทองคำ
วายแอลจี มองว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสเคลื่อนไหวเชิงบวกในเดือนกันยายนนี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอยู่ดี โดยคาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. และอาจลดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมีโอกาสหนุนราคาทองให้ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเดิมราว 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากสถาบันการเงินโลก โดย UBS ปรับเป้าราคาทองคำที่ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายของวายแอลจี ที่ให้ไว้ที่ 3,600-3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ Goldman Sachs คงคาดการณ์ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงกลางปี 2569
ในระยะยาวยังมีกระแส De-Dollarization ที่ลดบทบาทดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ BRICS มาสนับสนุนราคาทองคำ โดย IMF ระบุว่า สัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือ 57.4% ต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเข้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยในปี 2567 ซื้อรวมกว่า 1,045 ตัน และถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ความต้องการทองคำสูงเกิน 1,000 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยสิบปีที่ 473 ตัน
สำหรับการเคลื่อนไหวของทองคำในช่วงระยะสั้นนี้ วายแอลจีมองกรอบการเคลื่อนไหวที่ 3,311-3,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถผ่านช่วงการประชุมแจ็กสัน โฮล ไปแล้วยังสามารถยืนอยู่ได้ จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีกครั้งไปทดสอบแนวต้าน 3,352-3,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศมองเคลื่อนไหวในกรอบ 50,700-52,200 บาทต่อบาททองคำ
ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้น แนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย