4 หน่วยงาน กางโรดแมปปฏิรูปตลาดทุน เสริมความเชื่อมั่น-ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ
อัสสเดช คงสิริ
ก.ล.ต.-ตลท.-AIMC-กบข. จับมือชูโรดแมป “ปฏิรูปตลาดทุน”สะท้อนแนวทางการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวในงาน Thailand Focus 2025: Beyond the Challenges หัวข้อ “Reforming the Market: Capital Markets at an Inflection Point” ว่า การดึงดูดเงินทุนต่างประเทศจำเป็นต้องสร้าง “Supply” หรือผลิตภัณฑ์ลงทุนที่มีความน่าสนใจ เพื่อให้สภาพคล่องไหลเข้ามาต่อเนื่อง ตลท.จึงเดินหน้าโครงการ JUMP+ กระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนมากขึ้น พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธุรกิจในเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี
ทั้งนี้ ตลท. อยู่ระหว่างศึกษาการใช้แพลตฟอร์มปัจจุบันดึงดูดเศรษฐกิจใหม่ และร่วมกับ ก.ล.ต. ผลักดันให้เงินออมกลายเป็นเงินลงทุนมากขึ้น โดยยึดโมเดลต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น รวมถึงออกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย และทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการลงทุน

ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต. เดินหน้าปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนให้ทัดเทียมกัน พร้อมส่งเสริมให้บริษัทมีแผนสร้างมูลค่าเพิ่ม โปร่งใสด้านธรรมาภิบาล และเปิดเผยข้อมูลแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปีละครั้ง แต่ขยายสู่รายไตรมาส เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มการมองเห็นของบริษัทไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างหารือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อปรับกระบวนการ IPO ให้กระชับและโปร่งใสขึ้น อีกทั้งเน้นพัฒนาระบบ warning ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เสริมการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจในการจัดการผู้กระทำผิด รวมถึงการควบคุมดูแล gate keeper เช่น บริษัทตรวจสอบบัญชี เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันและความเชื่อมั่นในกลไกตลาด

นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า ความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนไทยยังเป็นรองตลาดคู่แข่ง และปัญหาธรรมาภิบาลกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน อย่างไรก็ตาม การฟื้นกองทุนวายุภักษ์ช่วยเสริมเสถียรภาพตลาดและได้รับการตอบรับที่ดี
ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันเสนอให้จัดตั้ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ (Mandatory Provident Fund) เพื่อกระตุ้นการออมระยะยาว เนื่องจากแรงงานไทยกว่า 22 ล้านคน มีเพียง 3 ล้านคนที่ออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจ หากมีกองทุนภาคบังคับ สภาพคล่องจะเข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังแนะให้ศึกษาระบบ NISA ของญี่ปุ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นางชวินดายังเน้นว่า ก.ล.ต. และ ตลท. ควรมุ่งเสริมระบบป้องกันการกระทำผิดของบริษัทจดทะเบียน บังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็ว และรวมศูนย์ข้อมูลกำกับดูแลให้อยู่ในแพลตฟอร์มเดียว ลดความซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพการรายงานข้อมูลบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้นักลงทุนประเมินสถานะที่แท้จริงก่อนตัดสินใจลงทุน
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวถึงแนวทางลงทุนของกองทุนว่า ปัจจุบันแบ่งสัดส่วน 40% ในสินทรัพย์เติบโต (Growth Asset) และ 60% ในสินทรัพย์มั่นคง (Fixed Asset) โดยมีแผนขยายการลงทุนใน Growth Asset สู่ระดับ 50-60% พร้อมลงทุนใน Private Equity Fund เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเติบโตจนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต
กบข. ยังส่งเสริมให้สมาชิกกว่า 1.2 ล้านราย ออมมากกว่าระดับขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด 3% ของรายได้ สูงสุดถึง 27% ซึ่งมีแนวโน้มออมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากกองทุนรวมวายุภักษ์
