“พิชัย ชุณหวชิร” ปลื้มธุรกิจประกันเติบโตสูง 2 เท่าของจีดีพี ชี้ มีโอกาสขยายตัวอีกมาก คาดภายใน 3-5 ปี เร่งความเชื่อมั่น-ดึง FDI ต่างชาติ หนุนเบี้ยประกันรับรวมแตะ 3 ล้านล้านบาท เชื่อมั่นฐานเงินทุนแข็งแรงพร้อมขยายธุรกิจสู่ Regional Market ได้
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2568 (Prime Minister’s Insurance Awards 2025) ว่า ธุรกิจประกันมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงด่านสุดท้ายของภาคธุรกิจ และภาคประชาชน และบุคคลที่ 3 โดยบริหารความเสี่ยงผ่านเครื่องมือธุรกิจประกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งจากภัยธรรมชาติและภัยมนุษย์ เป็นต้น
โดยจากข้อมูลตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ประเมินเบี้ยรับรวมในปี 2568 จะอยู่ที่ 9.8 แสนล้านบาท หากเทียบกับปี 2567 ขยายตัว 4% หรือคิดเป็นการเติบโต 2 เท่าของจีดีพี ซึ่งจีดีพีไทยเติบโตกว่า 2% จึงไม่น่าแปลกใจว่าภายในปี 2569 คปภ.จะคาดการณ์เบี้ยรับรวมจะแตะ 1 ล้านล้านบาท
“หากถามว่า 1 ล้านล้านบาท มากไปหรือไม่หากเทียบกับความสำเร็จ ผมมองว่า ยังมีช่องให้เติบโตได้อีกมาก แต่การเติบโตจะขึ้นกับเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งหากกรณี Norminal GDP ขยายตัวได้ 3.5% ธุรกิจประกันน่าจะเติบโตได้ 7% เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กร และบุคคลในการบริหารความเสี่ยง และยังเป็นแหล่งเงินทุน (Source of Fund) ในการประกอบธุรกิจ จึงน่าจะทำให้ Growth Premium เติบโตได้ โดยเราอยากเห็นเป็นอย่างน้อย 3 ล้านล้านบาท แต่จะต้องเกิดจากการเติบโตเศรษฐกิจทุกอย่างมีความหวัง เพราะเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากมุ่งมั่นเดินหน้า”
อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญ คือ การเติบโตของเศรษฐกิจจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประกันเติบโตไปได้ ซึ่งหากย้อนดูตัวเลข 25 ปีย้อนหลัง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% ปัจจุบันต่ำกว่า 2% ซึ่งวันนี้ค่อนข้างต่ำไป ส่วนหนึ่งเศรษฐกิจชะลอตัวมาจากความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยสะท้อนจากการลงทุนมีสัดส่วนถึง 50-55% ของจีดีพี เป็นยุครุ่งเรืองที่มีขนาดเศรษฐกิจ 7 ล้านล้านบาท คิดเป็นขนาดการลงทุนถึง 4 ล้านล้านบาท หากเทียบวันนี้ขนาดเศรษฐกิจ 19 ล้านล้านบาท สัดส่วนลงทุนเพียง 22% คิดเป็นเม็ดเงิน 4 ล้านล้านบาท ถือว่าลงทุนน้อยหรือใกล้เคียงเมื่อ 25 ปีก่อน
ดังนั้น ความเชื่อมั่นนักลงทุนจะต้องเกิดขึ้นภายใน 3-5 ปีข้างหน้า โดยจะมาจากการลงทุนจะต้องเกาะติดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และซัพพลายเชน ซึ่งวันนี้ตัวเลขการลงทุน FDI อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท และมีการลงทุนแล้ว 8-9 แสนล้านบาท โดยอยากเห็นการลงทุนจริงราว 7 ล้านล้านบาท จาก FDI 1.2 ล้านล้านบาท จะเกิดจากความเชื่อมั่น และการลงทุนต่อเนื่องของซัพพลายเชน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันการเงิน ประกัน และการศึกษา
“กรณีลงทุน FDI ได้ 100% และดึงการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน บวกไปอีก 5 เท่า ถือว่าเรามีแล้ว 6 ล้านล้านบาท ซึ่งการลงทุนภาครัฐอีก 60-70 ล้านบาท ดังนั้น ยอดรวมได้ 7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35-36% ของจีดีพี ซึ่งคิดว่าสามารถดึงจีดีพีได้ 4% ทำให้ธุรกิจประกันน่าจะโตขึ้นไปได้ 7-8% ได้”
ขณะเดียวกัน ธุรกิจประกันจะเห็นว่าจะทำธุรกิจภายในประเทศราว 90% อาจจะมีบางส่วนส่งต่อไปให้ประกันต่อต่างประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย อย่างไรก็ดี ธุรกิจประกันอาจจะต้องมีการปรับโครงสร้าง ปรับตัวในการทำ Consolidation เพื่อให้ฐานเงินทุนแข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนให้เกิด Regional Market ได้ และหากธุรกิจประกันมีฐานเงินทุนเข้มแข็ง และขยายตัวเป็น 3 เท่าของจีดีพีได้ เพื่อเป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้