การเมืองไทยไม่แน่นอน จับตาการจ้างงานสหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 54,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 75,000 ตำแหน่ง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 1-5 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (01/09) ที่ระดับ 32.32/33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (29/8) ที่ระดับ 32.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ขณะที่นักลงทุนเตรียมรับการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือน ก.ย. หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
โดยในวันศุกร์ (29/8) ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังปรับตัวขึ้น 2.6% เช่นกันในเดือน มิ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.2% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.3% ในเดือน มิ.ย.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.8% ในเดือน มิ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.3%
นอกจากนี้ ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐ ร่วงลงสู่ระดับ 58.2 ในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 58.6 จากระดับ 61.7 ในเดือน ก.ค. โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อขณะเดียวกัน
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ค. สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน มิ.ย. นอกจากนี้ รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน ก.ค. สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน มิ.ย. อีกทั้งเอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 53.0 ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2565 เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.8 ในเดือน ก.ค.
โดยดัชนี PMI ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ขณะที่ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น นอกจากนี้ ดัชนี PMI ปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิตสหรัฐ อย่างไรก็ดี สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 48.7 ในเดือน ส.ค. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.0 จากระดับ 48.0 ในเดือน ก.ค.
ส่วนข้อมูลแรงงานที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (04/09) ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 54,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 75,000 ตำแหน่ง หลังจากพุ่งขึ้น 104,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค.กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 8,000 ราย สู่ระดับ 237,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 231,000 ราย
ทางด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐ ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ มีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ (29/08) ว่า มาตรการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น ส่วนใหญ่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีเกินขอบเขตในการประกาศเก็บภาษี แต่ศาลอนุญาตให้มาตรการภาษียังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป พร้อมทั้งส่งคดีกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม
โดยในช่วงปลายสัปดาห์ตลาดยังจับตาดูการเปิดเผยตัวเลขด้านตลาดแรงงานของสหรัฐ เพื่อหาสัญญาณเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อไป โดย ณ ปัจจุบันนักลงทุนยังให้น้ำหนักกับการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมช่วงกลางเดือนนี้ค่อนข้างมาก
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นักวิเคราะห์จากหลากหลายสำนักกล่าวว่า ความไม่แน่นอนในการเมืองไทย อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ และขณะนี้ตลาดจับตาการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่อาจจะอยู่เพียงแค่ชั่วคราว นักวิเคราะห์จาก ANZ Group Holdings กล่าวว่า หากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลมีความล่าช้า อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นการเร่งการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยได้
นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์จาก Standard Chartered กล่าวว่าการที่เลือกนักการเมืองมาจากพรรคการเมืองอื่นนั้น จะส่งผลกระทบต่อนโยบายทั้งหมด รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุม กนง. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ต.ค. นี้ สาเหตุเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ในด้านนักวิเคราะห์จาก Nomura Holdings กล่าวว่า มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Mood’s Ratings) อาจมีการปรับลดความน่าเชื่อถือของไทยในไตรมาสต่อ ๆ ไป เนื่องจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งของรัฐบาลไทยนั้นส่งผลต่อการฉุดรั้งการลงทุนและทำให้การแก้ไขเชิงโครงสร้างนั้นหยุดชะงัก
ทั้งนี้ตลาดจับตาความชัดเจนทางการเมืองไทยที่จะมีการลงเสียงเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยในวันที่ 5 กันยายนนี้ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.19-32.46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (05/09) ที่ระดับ 32.20/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (1/09) ที่ระดับ 1.1691/63 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (29/08) ที่ระดับ 1.1671/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ในวันจันทร์ (1/9) ผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซน โดย HCOB พุ่งขึ้นแตะระดับ 50.7 ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี จาก 49.8 ในเดือน ก.ค.
โดยภาคการผลิตของกลุ่มประเทศอยูโรโซนในเดือน ส.ค. กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 โดยได้แรงหนุนสำคัญจากอุปสงค์และผลผลิตภายในยูโรโซนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการผลิตในอนาคต ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1606-1.1736 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (05/09) ที่ระดับ 1.1670/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (1/09) ที่ระดับ 147.27/28 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (29/08) ที่ระดับ 147.12/16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ในวันจันทร์ (01/09) S&P Global เปิดเผยผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นประจำเดือน ส.ค.อยู่ที่ระดับ 49.7 แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 48.9 ในเดือน ก.ค. แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50.0 ซึ่งเป็นเกณฑ์ชี้วัดภาวะหดตัว ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้ แม้อัตราการหดตัวของผลผลิตภาคโรงงานจะชะลอตัวลง แต่ยอดคำสั่งซื้อใหม่โดยรวมยังคงลดลงในอัตราเดียวกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงภาวะตลาดที่ยังคงซบเซา
นอกจากนี้ในวันอังคาร (2/9) รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวในการประชุมที่ฮอกไกโดว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ยังคงเตือนถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ และยังกล่าวเพิ่มเติมว่าถึงแม้ BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูง และเนื่องจากราคาข้าวและสินค้าอื่น ๆ ที่ปรับตัวขึ้นสูง ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายที่ BOJ กำหนดไว้ที่ 2% อย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่เป้าหมายหากปัจจัยชั่วคราวเหล่านี้หมดไป
นอกจากนี้ตลาดจับตาการประชุมนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 18 ก.ย.นี้ หลังจากที่ BOJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ประมาณ 0.5% ติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ในการประชุมเมื่อเดือน ก.ค. โดยครั้งที่ผ่านมานักจะกล่าวถึงการประเมินผลกระทบจากนโยบายการค้าของนายทรัมป์ในวันศุกร์ (05/09) กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยข้อมูล ค่าจ้างที่แท้จริงในเดือน ก.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 7 เดือน
ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 146.76-149.13 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (05/09) ที่ระดับ 148.20/22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ