คอลัมน์ : Smart SMEs ผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ กรุงศรี SME
เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันได้มีโอกาสอ่านบทวิเคราะห์จาก Krungsri Research เรื่อง “Solar Rooftop : ธุรกิจและรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับไทย” ซึ่งเห็นว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ SMEs จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเชื่อว่าพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นโอกาสใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาใช้เพื่อลดต้นทุน เสริมความแข็งแกร่ง และสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจได้จริง
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากได้รับแสงแดดตลอดทั้งปีและครอบคลุมทุกภูมิภาค นี่คือข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่สำคัญ ขณะเดียวกัน แรงกดดันจากต้นทุนไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความต้องการติดตั้ง Solar Rooftop เติบโต แม้รัฐบาลพยายามตรึงค่าไฟไม่ให้เกิน 4 บาทต่อหน่วย
แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน ประกอบกับราคาของแผงโซลาร์เซลล์และต้นทุนการติดตั้งที่ลดลงต่อเนื่อง รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ทำให้การลงทุนรูปแบบนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์จากการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เห็นได้ชัดในหลายธุรกิจ ภาคการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาคค้าปลีกและศูนย์การค้าช่วยประหยัดค่าไฟและยกระดับภาพลักษณ์เป็น “Green Mall” โรงแรมและรีสอร์ตไม่เพียงแต่ลดค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างจุดขายด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะที่เกษตรแปรรูปและห้องเย็นก็สามารถลดภาระมหาศาลจากการใช้พลังงานสูงและเพิ่มศักยภาพการส่งออก ส่วนสำนักงานและคลังสินค้าก็ได้รับประโยชน์จากการควบคุมต้นทุนและสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ในแง่การลงทุน ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่นิยมติดตั้งระบบขนาดกลางถึงใหญ่ แม้ต้องใช้เงินลงทุนหลายล้านบาท แต่ก็มาพร้อมศักยภาพการผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ ระยะเวลาคืนทุนอยู่ในกรอบที่เหมาะสม และเมื่อระบบเดินเต็มประสิทธิภาพแล้ว ค่าไฟที่ประหยัดได้จะกลายเป็นผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว ถือเป็นการลงทุนที่ทั้งคุ้มค่าและช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของธุรกิจ
รูปแบบการลงทุนใน Solar Rooftop มีหลายทางเลือกที่ SMEs สามารถเลือกให้เหมาะกับศักยภาพธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนโดยตรง ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่และมีทีมงานดูแล
หรือการเช่าซื้อ (Lease-to-Own) ที่ช่วยกระจายภาระการลงทุน แม้ต้นทุนรวมสูงกว่าแต่ความเสี่ยงต่ำ
หรือรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) ที่ไม่ต้องลงทุนเริ่มต้น เพียงจ่ายค่าไฟในอัตราที่ถูกกว่าการไฟฟ้า หรือรูปแบบ Energy Service Company (ESCO) ที่บริษัทผู้เชี่ยวชาญเข้ามาลงทุนและบริหารจัดการแทน เหมาะกับธุรกิจที่ไม่ต้องการรับภาระด้านเงินทุนโดยตรง แต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อจำกัดต่างกัน SMEs จึงควรพิจารณาตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมถึงกลยุทธ์โดยรวมของธุรกิจ
ธนาคารกรุงศรีเองก็สามารถช่วยให้ SMEs เข้าถึงโอกาสนี้ได้ ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยเฉพาะ ได้แก่ สินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปเพื่อธุรกิจ (Krungsri SME Solar Rooftop) ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการลงทุนได้โดยไม่กระทบสภาพคล่อง นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาและการเชื่อมโยงพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การติดตั้งและดูแลรักษาระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Solar Energy จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นการลงทุนที่สร้างคุณค่าได้ครบทั้งสามมิติ ทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน ดิฉันเชื่อว่าพลังงานสะอาดคือก้าวสำคัญของ SMEs ไทย และการลงทุนใน Solar Rooftop คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริง
ซึ่งสำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม ดิฉันอยากเชิญชวนให้เข้าไปอ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ฉบับเต็ม รวมถึงข้อมูลดี ๆ เชิงลึกอื่น ๆ ได้ที่ Krungsri Research บนเว็บไซต์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยานะคะ