Skip to content

วายแอลจี คาดปีนี้ทองไทยแตะ 57,000 บาท เผยคนไทยซื้อทองติดท็อป 10 โลก

10 ก.ย. 2568 | 17:14น.
วายแอลจี คาดปีนี้ทองไทยแตะ 57,000 บาท เผยคนไทยซื้อทองติดท็อป 10 โลก

YLG ชี้ราคาทองไทยยังไปต่อ ปี 2568 มีโอกาสแตะ 57,000 บาท คาดแนวต้านทองโลก 3,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ จากหลายปัจจัย เผยสถิติคนไทยซื้อทองติดท็อป 10 ของโลก อันดับ 4 เอเชีย

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยทิศทางความต้องการทองคำในประเทศไทยปี 2568 ว่า ทองคำในปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ไทยมีความต้องการทองคำเพื่อการบริโภค (ไม่รวมอุปสงค์จากธนาคารกลาง) สูงถึง 49 ตัน เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์

อัตราการเติบโตนี้ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก ส่งผลให้ช่วงดังกล่าวความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคของไทยอยู่ในอันดับ 10 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชีย และไทยถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่ความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 ปี นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในปี 2564-2567

นางพวรรณ์ให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาคนไทยขายทองมากกว่าซื้อ จนกระทั่งหลังโควิด-19 ทุกประเทศเดินหน้าเข้าซื้อทอง ประจวบกับวัฒนธรรมของไทยที่ชอบแจกทองในงานมงคลอย่างการแต่งงาน งานรับปริญญา หรือการมีบุตร ทำให้แม้จำนวนประชากรจะน้อยกว่าหลายประเทศ แต่ไทยมีความต้องการในการซื้อทองมากกว่า

ปี’68 ทองแตะ 5.7 หมื่น

ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แต่สำหรับครึ่งแรกของปี 2568 ราคาทองคำปรับขึ้นไปแล้ว 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์

โดยธนาคารกลางประเทศหลายประเทศยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง ในแต่ละปีขุดทองคำได้ 300 ตัน เป็นของกลุ่มธนาคารกลางไปแล้ว 100 ตัน ส่วนที่เหลือเป็นของการลงทุน, ธุรกิจจิวเวลรี่ และธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับครึ่งปีแรก 2568 ความต้องการทองคำเพื่อบริโภคของไทยอยู่ที่ 20.7 ตัน เติบโต 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงคาดการณ์ว่า ทิศทางการเติบโตของไทยปีนี้ทั้งปีจะไม่ต่ำกว่าปี 2567 อย่างแน่นอน โดยเฉพาะความต้องการทองคำเพื่อการลงทุน เนื่องจากทิศทางทองคำปีนี้ยังมีแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน

แม้ว่าล่าสุดจะทำจุดสูงสุดใหม่ All Time High ทะลุ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ไปแล้ว ราคาทองจะยังคงไปต่อ จากการประเมินของ Fedwatch Tools กว่าร้อยละ 90 ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับลดดอกเบี้ย สิ่งที่คาดหวังได้ต่อมาคือ อัตราดอกเบี้ยจะลดลงเท่าไหร่ เนื่องจากมีการประเมินไว้แล้วว่า นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีจะมีการลดดอกเบี้ยไปถึง 0.75% หากเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.50% ราคาทองก็จะเป็นไปในทางที่ดี แต่หากปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ราคาทองอาจไม่ได้ไปไกลเท่าไหร่ เนื่องจากตลาดรับข่าวไปแล้ว

“เรามองแนวต้านใหญ่อยู่ 3,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ถ้าไม่ถึงจุดนั้น การดรอปลงจะทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น อาจจะทำให้คนเข้ามาซื้อได้อะไรมากขึ้น แต่ถ้ามันทะลุ 3,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แนวต้านถัดไปที่เรามองคือ 3,850 และ 3,950 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ตามลำดับ“ นางพวรรณ์กล่าว

สำหรับแนวต้าน 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ นางพวรรณ์กล่าวว่า คาดการณ์ยากมาก เนื่องจากปีนี้ วายแอลจีเองคาดการณ์ไว้ไม่เกิน 3,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองโลกเพิ่มขึ้น 200 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยราคาทองจึงขึ้นอยู่กับนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์, ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ และการลดการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization)

อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ราคาทองไว้ที่ 60,000 บาท แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ประกอบกับต่างชาติมีการเทขายหุ้นไทย ราคาทองในปี 2568 ที่ตั้งเป้าไว้จึงอยู่ที่ 56,000-57,000 บาท

จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลค่าเงินบาทไว้ยืนอยู่ที่ประมาณ 31 บาทปลาย ๆ ไปจนถึง 32 บาทต้น ๆ ก็จะมีโอกาสเห็นราคาทองในราคานั้น แต่หากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ ราคาทองอาจจะสุดที่ 55,000 บาท

ดัน SRO ปฏิรูปอุตฯทองไทย

นอกจากนี้ วายแอลจี เปิดเผยผลสำรวจว่า นักลงทุนไทยร้อยละ 97 ที่ลงทุนในทองคำ ในกลุ่มนี้ร้อยละ 20 ที่เข้ามาลงทุนทองคำโดยที่ไม่เคยซื้อทองคำมาก่อน และมีร้อยละ 77 ที่ลงทุนทองคำโดยที่เคยซื้อทองคำมาแล้ว ขณะเดียวกันมีเพียงร้อยละ 3 ที่ไม่คิดลงทุนและซื้อทองคำ โดยให้เหตุผลว่าความรู้และความสามารถในการซื้อมีจำกัดรวมถึงไม่ทราบถึงทางเลือกการลงทุนทองคำที่จับต้องได้และราคาไม่แพง

รวมถึงนักลงทุนทองคำเกือบครึ่งหนึ่งกังวลเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ทองคำ เช่น สินค้าปลอม และกังวลเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ที่ไม่มีการรับประกันความปลอดภัย รวมถึงกังวลด้านการเก็บรักษาทองคำให้ปลอดภัย

จากความกังวลดังกล่าว คณะกรรมการสมาคมผู้ค้าทองคำจึงได้ร่วมมือกันแต่งตั้งองค์กรกํากับดูแลการดําเนินงานกิจการค้าทองออนไลน์ในประเทศไทย (SRO) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง มีคณะอนุกรรมการด้านการซื้อขายทองคำออนไลน์จำนวน 7 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งสูงสุด 2 วาระติดต่อกัน โดยจะคัดเลือกจากนิติบุคคลไทยที่มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการค้าทองคำออนไลน์และมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ความเป็นเจ้าของ

ความร่วมมือในการก่อตั้ง SRO นี้ ถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมทองคำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรักษาความซื่อสัตย์สุจริต การรับรองราคาที่โปร่งใสและเป็นธรรม ปกป้องข้อมูลลูกค้าและความปลอดภัยของระบบ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้เข้าใจผิดหรือผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์และราคาอย่างชัดเจน รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งเสริมความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับการซื้อขายทองคำออนไลน์ มุ่งสร้างความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และมาตรฐานตลาด เพื่อให้ทั้งผู้ซื้อหรือผู้ขายได้ประโยชน์จากมาตรฐานความโปร่งใสที่ SRO สร้างขึ้น

การรณรงค์การมีส่วนร่วมในการสร้างความโปร่งใสของสมาชิก มีช่องทางร้องเรียนและการประเมินสมาชิก สร้างระบบนิเวศการซื้อขายทองคำที่น่าเชื่อถือและยืดหยุ่น รับรองการคุ้มครองผู้บริโภคและความเชื่อมั่นในระยะยาว สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากลเพื่อการกำกับดูแลที่ยั่งยืนส่งเสริมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านการศึกษาและนวัตกรรม