Skip to content

หวั่นหนี้ธุรกิจลามครัวเรือน เร่งแก้โครงสร้าง-เข้าไม่ถึงสินเชื่อ

13 ก.ย. 2568 | 08:28น.
หวั่นหนี้ธุรกิจลามครัวเรือน เร่งแก้โครงสร้าง-เข้าไม่ถึงสินเชื่อ

ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทย ในทุกระดับ ไม่ว่าจะหนี้ประเทศ หนี้ประชาชน หรือหนี้ของภาคธุรกิจ ซึ่งนับได้ว่าเป็น “โจทย์สำคัญ” ลำดับต้น ๆ ที่ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องเร่งแก้ปัญหา โดยล่าสุด สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จัดงานสัมมนาวิชาการสายงานเศรษฐกิจมหภาค ประจำปี 2568 หัวข้อ “เจาะลึกภาวะหนี้สินภาคธุรกิจไทย” เพื่อสะท้อนภาพปัญหาและทางออก

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของข้อมูลเครดิตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ว่า ข้อมูลเครดิตเป็นสมบัติของประชาชน ไม่ใช่ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล และควรผลักดันให้เป็น “Public Goods” เพื่อให้นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ นำไปสู่การสร้างระบบสินเชื่อที่ยุติธรรม ลดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สมเหตุสมผล และเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

สุรพล โอภาสเสถียร
สุรพล โอภาสเสถียร

ทั้งนี้ ปัจจุบันเครดิตบูโร มีฐานข้อมูลบุคคลธรรมดากว่า 33 ล้านราย 400,000 บริษัท โดยในจำนวนนี้พบว่า 280,000 บริษัท เป็นธุรกิจ SMEs แต่สังคมไทยยังมีวัฒนธรรมนั่งทับข้อมูล โดยหน่วยงานรัฐและเอกชนจำนวนมากไม่เปิดให้เข้าถึง ทำให้การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินขาดความแม่นยำ และไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริง

“ข้อมูลเครดิตไม่ใช่ของเครดิตบูโร แต่เป็นของเจ้าของข้อมูล เรามีหน้าที่ดูแลให้ปลอดภัยและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากเรานำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึกอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของลูกค้าได้ตรงจุด ลดความจำเป็นในการคิดดอกเบี้ยสูงกับทุกคน และทำให้คนที่มีศักยภาพแต่ไม่มีเอกสารทางการเงินเข้าถึงสินเชื่อได้”

นายสุรพลกล่าวว่า ยกตัวอย่างปัญหาในระบบสินเชื่อ กรณีคนทำงานอิสระ ร้านค้ารายย่อย หรือผู้ค้าตลาดนัด แม้จะมีรายได้ดีและมีลูกค้าประจำทุกวัน แต่ไม่สามารถกู้บ้านหรือกู้เงินได้ เพราะไม่มีสเตตเมนต์หรือเอกสารแสดงรายได้ จนถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ทั้งที่ความเสี่ยงที่แท้จริงต่ำกว่าที่ธนาคารเข้าใจ ปัญหานี้ทำให้คนดีเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และผลักให้บางส่วนไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงมาก กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ

นางสาวเมธินี เหมริด ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้สัดส่วนหนี้รวมต่อ GDP จะปรับลดลง จากระดับสูงสุดกว่า 180% ในช่วงปลายปี 2564 เหลือราว 170% ในปัจจุบัน แต่ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด เนื่องจากมีผลต่อรายได้และความยั่งยืนของการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

โดยในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา มาตรการพักชำระหนี้และเพิ่มสภาพคล่องช่วยให้ระบบเครดิตยังขยายตัว แต่ขณะนี้อยู่ในช่วงที่มีชำระคืนมากกว่าการกู้ใหม่ ทำให้การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจชะลอตัว โดยสินเชื่อที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นวงเงินหมุนเวียนขนาดเล็ก ไม่ใช่สินเชื่อลงทุนขนาดใหญ่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องศักยภาพการผลิต และการลงทุนใหม่ที่ชะลอลง

ทั้งนี้ โครงสร้างหนี้ภาคธุรกิจ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ หุ้นกู้ สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อ SMEs ซึ่งครึ่งหนึ่งของ SMEs เป็นลูกค้าสถาบันการเงิน แต่เม็ดเงินสินเชื่อที่ได้รับยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้จำกัด และมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่ม Corporate

“กลุ่ม Corporate ยังได้รับวงเงินสินเชื่อในระดับทรงตัว แต่การใช้วงเงินลดลงตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่ชะลอ ขณะที่ SMEs ถูกธนาคารลดวงเงินตามความจำเป็น ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อยังเป็นปัญหา ด้านสถาบันการเงินยังคงกังวลความเสี่ยงด้านเครดิต และปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยลูกค้าในช่วงที่ผ่านมา”

นางสาวเมธินีกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี ปัญหาหนี้เสื่อมคุณภาพ (NPL) เริ่มทยอยสะท้อนหลังช่วงโควิด โดยมีธุรกิจบางส่วนที่ตัดสินใจปิดกิจการและชำระหนี้คืน ซึ่ง ธปท.เห็นว่าจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และปลดล็อกข้อจำกัดในระบบการเงิน เพื่อให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

นริศ สถาผลเดชา
นริศ สถาผลเดชา

นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มบริหารจัดการข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ไม่ได้เกิดจากคุณภาพสินเชื่อ แต่เกิดจากการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ รวมถึงการตั้งการ์ดสูงของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ซึ่งภาครัฐและสถาบันการเงินร่วมกันออกแบบกลไกคัดกรองและจัดสรรทรัพยากรไปยังกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพจริง โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและยังไม่ฟื้น ซึ่งควรเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ 2.กลุ่มที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว ควรได้รับการสนับสนุนด้วยสินเชื่อที่เหมาะสม และ 3.กลุ่มธุรกิจที่เป็น “แชมเปี้ยน” หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งควรได้รับการผลักดันเชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโต

“ประเทศมีทรัพยากรจำกัด การจัดสรรสินเชื่อจึงควรเน้นไปที่ธุรกิจที่มีศักยภาพสูง โดยหลีกเลี่ยงการให้เงินทุนกับธุรกิจที่เป็นซอมบี้ ขณะเดียวกัน การกำหนดแรงจูงใจและกลไกเชิงนโยบายต้องชัดเจน เพื่อให้ภาคธุรกิจที่ควรเข้าถึงเงินทุนสามารถเข้าถึงได้จริง”

นายนริศกล่าวอีกว่า ปัญหาหลักของระบบสถาบันการเงินไทยนั้น ประกอบไปด้วย 1.ระบบอนุมัติสินเชื่อ (Underwriting) ปัจจุบันเน้นลดความเสี่ยงจนเกินไป ทำให้ธุรกิจที่มีศักยภาพหลุดออกจากระบบ 2.การใช้เงินลูกค้าดีไปสนับสนุนลูกค้าไม่ดี ทำให้ผู้ประกอบการที่มีเครดิตดีไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามความเสี่ยงที่แท้จริง และ 3.คนดีไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ ที่ดีกว่าและถูกกว่า ตามหลัก Risk-based Pricing ของทาง ธปท. หากระบบสถาบันการเงินสามารถเข้าถึงข้อมูลเครดิตครบถ้วน เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลกับ NCB จะช่วยให้เห็นภาพธุรกิจครบและเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านภาคธุรกิจควรยอมเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐออกแบบแรงจูงใจและนโยบายที่เหมาะสม เช่น การปรับนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เอื้อ SMEs หรือการออกสิทธิประโยชน์ภาษีตามขนาดธุรกิจ ทำให้เกิดความต่อเนื่องและความมั่นใจในการเข้าระบบ

“การปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงภาครัฐ หากนโยบายมีความต่อเนื่องและแรงจูงใจที่ชัดเจน จะช่วยให้ SMEs ไทยเข้าถึงสินเชื่อและเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากธุรกิจขาดข้อมูลด้านเครดิต และการไม่มีเครดิตเรตติ้งเหมือนรายใหญ่ จะทำให้ไม่สามารถเจรจากับสถาบันการเงินได้อย่างมีอำนาจต่อรอง”

นายนริศกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ทุกแห่งมีเครดิตเรตติ้ง ไม่ว่าจะเป็นเครดิตเรตติ้งในประเทศหรือจากสถาบันต่างประเทศ ทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในตลาดการเงินได้ง่ายและแข่งขันกันเฉพาะเรื่องเงื่อนไขดอกเบี้ย แต่สำหรับ SMEs หรือรายย่อยที่ไม่มีเครดิตเรตติ้ง กลับต้องเจออุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสูงกว่า

“ถ้าทุกคนมีเรตติ้งสกอร์ ก็สามารถไปคุยกับธนาคารได้อย่างชัดเจนว่าเครดิตของตนอยู่ในระดับใด ที่เหลือให้กลไกตลาดแข่งขันกันเอง ดอกเบี้ยก็จะถูกลงโดยธรรมชาติ”