Skip to content

อนุสรณ์ คาดเงินบาทส่อแข็งค่าทดสอบ 30.50-31 บ./ดอลลาร์ หวั่นซ้ำเติมส่งออกทรุด

15 ก.ย. 2568 | 10:56น.
อนุสรณ์ คาดเงินบาทส่อแข็งค่าทดสอบ 30.50-31 บ./ดอลลาร์ หวั่นซ้ำเติมส่งออกทรุด

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ชี้เงินบาทแข็งค่าเร็ว-แรงจะกระทบเศรษฐกิจไทยภาพรวม ห่วงตัวเลขส่งออกขยายตัวติดลบในไตรมาส 4 ปีนี้ มองมีโอกาสแข็งค่าทดสอบ 30.50-31 บาทต่อดอลลาร์ หากเฟดลดดอกเบี้ยแรง จี้บริหารจัดการด้วยมาตรการชะลอการแข็งค่าของเงินบาทช่วยผู้ส่งออก

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวม ภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยวอาจทำให้ตัวเลขส่งออกขยายตัวติดลบได้ในช่วงไตรมาสสี่ เพิ่มความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดมากยิ่งขึ้น การเร่งรัดอัดฉีดการใช้จ่ายภาครัฐผ่านมาตรการต่าง ๆ มีความจำเป็น และต้องดำเนินการควบคู่กับการเพิ่มปริมาณเงินและลดอัตราดอกเบี้ย

การดำเนินการผ่อนคลายทั้งมาตรการทางการเงินและการคลัง นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท การส่งออกทองคำไม่ใช่ปัจจัยกดดันหลักให้เงินบาทแข็งค่า สำหรับแนวคิดการกำหนดให้มีการซื้อขายทองด้วยเงินบาทอาจถูกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ซื้อขายทองคำด้วยดอลลาร์จะได้รับการยกเว้นภาษี แนวคิดดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าเงินบาทมากนัก การเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบจะช่วยชะลอการแข็งค่าได้ดีกว่า

โดยทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทจากการเกินดุลการค้าและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าเก็งกำไรในตลาดการเงิน แล้วได้รับการเสริมให้รุนแรงขึ้นจากการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์ การอ่อนตัวของดอลลาร์สหรัฐสะท้อนตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน

ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็ยิ่งทำให้มีการโยกเงินทุนออกจากการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐ มาถือสินทรัพย์ทางการเงินในสกุลอื่น ๆ มากขึ้น ถือทองคำและสินทรัพย์อื่น ๆ มากขึ้น หากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าทดสอบระดับ 30.50-31.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้เป็นเพียงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และส่วนหนึ่งเป็นผลจากลัทธิกีดกันทางการค้าจากภาษีทรัมป์ ยังไม่ได้มีสัญญาณใด ๆ ที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจถดถอยแบบวิกฤตซับไพร์ม (Subprime Crisis) ในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม การกีดกันการค้าจากภาษีทรัมป์และมาตรการกีดกันคนเข้าเมืองจะส่งผลกระทบอันซับซ้อนต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ในระยะยาวทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงเท่ากับเป็นการบังคับให้สหรัฐผลิตสินค้าที่แทนที่ควรจะนำเข้าเพราะถูกกว่า ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ขณะที่การเข้มงวดกับแรงงานเข้าเมืองทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรกรรมและภาคก่อสร้าง

ทั้งนี้ ตอนที่สหรัฐเผชิญกับปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินซับไพร์มและเศรษฐกิจถดถอยนั้น ธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 10 ครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2551-2552 จากดอกเบี้ยนโยบาย 5.25% ลงมาเหลือ 0% แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาวิกฤต มีการผ่อนคลายอัตราการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงิน มีการให้วงเงินกู้ยืมระยะสั้น มีการทำธุรกรรมสวอป (Swap) กับธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ เพื่อสกัดกั้นการล้มละลายของสถาบันการเงิน มีการเข้าซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ จากภาคเอกชนที่มีปัญหา สถานการณ์ ณ ขณะนี้เป็นเพียงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเท่านั้น

“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 4.5% ลงมาสู่ระดับ 3% ในช่วงกลางปีหน้าน่าจะเพียงพอ สหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะสูงถึง 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 122% ของจีดีพี และต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นระยะ ๆ นักลงทุนจะทยอยลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าในระยะยาว”

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ในภาวะปกติไม่มีธุรกรรมเก็งกำไรในตลาดปริวรรตเงินตรามากเกินไป ประเทศที่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอย่างเสรี (Flexible Exchange Rate System) อัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้อุปสงค์เงินตราต่างประเทศกับอุปทานเงินตราต่างประเทศมีความสมดุล ธนาคารกลางจึงไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศในการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราหรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

“อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากในระยะเวลาอันสั้น ภาคส่งออกอาจไม่สามารถปรับตัวทันต่อความผันผวนดังกล่าว และมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ใช้เครื่องมือประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ การเข้ามาบริหารจัดการด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทจึงมีความจำเป็น”