Skip to content

วิจัยกรุงศรีฯชี้ ความชัดเจนการเมือง หนุนความเชื่อมั่น-เศรษฐกิจในประเทศ

16 ก.ย. 2568 | 11:50น.
วิจัยกรุงศรีฯชี้ ความชัดเจนการเมือง หนุนความเชื่อมั่น-เศรษฐกิจในประเทศ

วิจัยกรุงศรีมองสถานการณ์การเมืองชัดเจน-ความต่อเนื่องนโยบาย ชี้รัฐบาลใหม่เดินหน้า 4 นโยบายสำคัญ หนุนความเชื่อมั่น-เศรษฐกิจในประเทศฟื้น หลังความเชื่อมั่นร่วงต่ำสุดในรอบ 32 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า สถานการณ์การเมืองที่ชัดเจนขึ้น และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย คาดช่วยหนุนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมร่วงต่ำสุดในรอบ 32 เดือน รัฐบาลชุดใหม่เตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ที่ 50.1 จาก 51.7 ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ

1.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ (สำรวจก่อนมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง)

2.เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

3.ผลกระทบของนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ต่อภาคส่งออกและการจ้างงานในประเทศ

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลงต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เป็นสัญญาณสะท้อนถึงแรงกดดันต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือน สอดคล้องกับตัวเลขดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) ซึ่ง ธปท.รายงานว่า ในเดือนกรกฎาคมหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ที่ -0.2% MOM ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และการลดลงของรายได้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลชุดใหม่เตรียมนำมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง โดยอาจใช้งบประมาณวงเงินราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิมเตรียมไว้ใช้ทำโครงการ Digital Wallet ช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศในระยะสั้น รวมทั้งช่วยบรรเทาความกังวลของผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อยที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

โดยภาพรวมน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยยังพอมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งเป็นจังหวะที่แรงกดดันจากภาคต่างประเทศส่งผลต่อการส่งออกชัดเจนขึ้น

นายกรัฐมนตรีเตรียมขับเคลื่อน 4 นโยบายสำคัญ ท่ามกลางข้อจำกัดทางด้านเวลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ระบุถึงนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ที่จะเร่งดำเนินการในช่วงบริหารประเทศ ได้แก่

1. ด้านเศรษฐกิจ : ลดค่าครองชีพด้านพลังงานและการเดินทาง แก้ปัญหาหนี้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชนฐานราก

2. ด้านความมั่นคง : แก้ปัญหาความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี ยึดหลักไม่เสียดินแดน ไม่เสียประโยชน์ และชดเชยผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง

3. ด้านภัยธรรมชาติ : จัดทำระบบเตือนภัย ป้องกัน เยียวยา และชดเชยความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

4. ด้านภัยสังคม : ปราบปรามยาเสพติด ค้ามนุษย์ การพนัน และสแกมเมอร์ โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

บรรยากาศทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น และการแถลงทิศทางนโยบายด้านต่าง ๆ ข้างต้น คาดว่าจะช่วยหนุนให้การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญคือ การคำนึงถึงประสิทธิผลของนโยบายและการทำให้นโยบายเหล่านี้เกิดผลจริงในระยะเวลาอันสั้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และสถานะของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อาจกระทบต่อการผลักดันบางนโยบาย

ดังนั้น การจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินนโยบาย รวมทั้งการทำในสิ่งที่เร่งด่วนและเห็นผลได้เร็ว ควบคู่กับการวางรากฐานในระยะข้างหน้า น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางแรงกดดันที่มากขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ