เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มิกซ์ยูสแสนล้านกลางกรุงเดือด เซ็นทรัลปั้นแลนด์มาร์กระดับโลก
Real Estate มิกซ์ยูสแสนล้านกลางกรุงเดือด เซ็นทรัลปั้นแลนด์มาร์กระดับโลก
YADEA ปั้นไทย ฮับผลิตมอเตอร์ไซค์ EV
Automotive YADEA ปั้นไทย ฮับผลิตมอเตอร์ไซค์ EV
เงินไหลเข้าหุ้นแบงก์ 5 แสนล้าน KTB ผงาดมาร์เก็ตแคปสูงสุด “ผยง” ประกาศแนวรบใหม่
Finance เงินไหลเข้าหุ้นแบงก์ 5 แสนล้าน KTB ผงาดมาร์เก็ตแคปสูงสุด “ผยง” ประกาศแนวรบใหม่
จุดพลุแพลตฟอร์ม Thaimart-ปีแรกฟรีค่า GP
Business จุดพลุแพลตฟอร์ม Thaimart-ปีแรกฟรีค่า GP
พยากรณ์อากาศ (8 ก.ค.) ‘หนือ-อีสาน’ ยังมีฝนตกหนัก 60% ของพื้นที่ ‘กทม.’ ฝน 20%
Economic พยากรณ์อากาศ (8 ก.ค.) ‘หนือ-อีสาน’ ยังมีฝนตกหนัก 60% ของพื้นที่ ‘กทม.’ ฝน 20%
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ก.ค.) ปรับลง 1.55% อยู่ที่ 63,379 เหรียญสหรัฐ
Economic ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ก.ค.) ปรับลง 1.55% อยู่ที่ 63,379 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
กบน. หั่นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาท เบนซินทุกชนิดลด 2.51 บาท
Economic กบน. หั่นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาท เบนซินทุกชนิดลด 2.51 บาท
ไอ.ซี.ซี. เดินหน้า “ICC Green Legacy” จับมือทัพเรือภาคที่ 1 ลุยบิ๊กคลีนนิ่งขยะชายหาดหัวหิน
SD ไอ.ซี.ซี. เดินหน้า “ICC Green Legacy” จับมือทัพเรือภาคที่ 1 ลุยบิ๊กคลีนนิ่งขยะชายหาดหัวหิน
ก.ล.ต.ยันตรวจยิบ “สุภาพร พิมพงษ์”แจ้งซื้อขายหุ้นถึง 6 บริษัท ลั่นเชือดแน่หากรายงานเท็จ
Finance ก.ล.ต.ยันตรวจยิบ “สุภาพร พิมพงษ์”แจ้งซื้อขายหุ้นถึง 6 บริษัท ลั่นเชือดแน่หากรายงานเท็จ
ดูทั้งหมด

‘เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าการธปท. เตือนศักยภาพเศรษฐกิจไทยโตต่ำ-ห่วงเสถียรภาพการคลัง

16 ก.ย. 2568 | 18:42น.
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

‘เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่า ธปท. เปิดภาพเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีช่วงนั่งตำแหน่งผู้ว่าการ ห่วงเสถียรภาพทางการคลัง รายจ่ายสูง-รายได้ชะลอ หวั่นโดนหั่นเครดิตเรตติ้ง เตือนศักยภาพเศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่องนับตั้งแต่โควิด-19 เหลือ 2.2% ด้าน ค่าเงินแข็งค่า 7% เหตุดอลลาร์อ่อนค่า-ทองคำซ้ำเติม รับหารือนโยบายภาษีเทรนด์ทองคำผู้ค้าร้านทอง 

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Meet the Press” ว่า เปิดใจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในการดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าการธปท.” ซึ่งจะครบกำหนดวาระอีก 14 วัน ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีสิ่งที่ต้องเจอในช่วงที่ผ่านมา และสิ่งต้องทำต่อเพื่อปูพื้นฐานไปสู่อนาคต

เปิดมรสุมเศรษฐกิจช่วง 5 ปีในตำแหน่งผู้ว่าการ

โดยในปี 2563-2564 เป็นช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งกระทบไทยหนักมาก เนื่องจากไทยพึ่งพาการท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจาก 40 ล้านคน หายไปเป็น 0 ซึ่งภาคท่องเที่ยวคิดเป็น 12% ของจีดีพี หายไปทันที ภาคบริการกระทบหนัก ตลาดแรงงานที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ กระทบหนักจากมาตรการล็อกดาวน์ รายได้หายไป ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ปรับลดลงต่ำสุดไปอยู่ที่ 0.50% ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

และมาตรการทางการเงินแบบปูพรม รวมถึงช่วยให้สินเชื่อเอสเอ็มอีสามารถขยายตัวได้ผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฟื้นฟู ส่งผลให้สินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว 6.5% ช่วยธุรกิจกว่า 6.7 หมื่นราย อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นเริ่มเห็นการฟื้นตัวจากโควิด-19 แต่การฟื้นตัวไม่เท่ากัน ทำให้มาตรการจะเป็นแบบเฉพาะจุดมากขึ้น และเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง

ในปี 2565 เศรษฐกิจเข้าสู่เฟส 2 คือ เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและใช้เวลานาน รวมถึงเจอช็อกจากสงครามยูเครน-รัสเซีย ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นสูงถึง 7% สูงสุดในภูมิภาค โดยดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับ 0.50% เทียบกับธนาคารกลางอื่นปรับดอกเบี้ยแบบก้าวกระโดด เพราะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

“ช่วงนั้น ธปท.โดนกล่าวหาบ่อยมาก ว่า ปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าไป Behind the Curve ขึ้นช้า ทำให้เงินเฟ้อไม่ลง แต่ตอนนั้นธปท.วิเคราะห์อย่างละเอียดว่าสถานการณ์เงินเฟ้อจะไม่อยู่ต่อเนื่อง และชั่วคราว และจะดร็อปลง และเศรษฐกิจไทยไม่เหมือนกัน ฟื้นตัวช้ากวาที่อื่น ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นการมอง “ที่ถูกต้อง” โดยขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.50% มาอยู่ที่ 2.50% ในการแลนด์ดิ้ง”

สำหรับในปี 2566-2567 ไทยเจอช่วงลมต้าน (Head Wind) ค่อนข้างเยอะ ศักยภาพระยะยาวถูกกระทบ การฟื้นตัวเศรษฐกิจช้า และรายได้ฟื้นตัวช้ากว่าที่คิด นโนบายการเงินจึงมีความจำเป็นต้องปรับลงจาก 2.50% เพื่อเอื้อเศรษฐกิจ มาอยู่ที่ระดับ 1.50% รวมถึงมาตรการทางการเงินในการปรับโครงสร้างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการปล่อยสินเชื่อย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ปรับโครงสร้างหนี้ก่อนและหลังเป็นหนี้เสีย โดยสามารถช่วยลูกหนี้ได้ 2.5 ล้านบัญชี วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ พยายามปูพื้นฐานสู่อนาคตผ่านภูมิทัศน์โลกการเงินใหม่ (Financial Landscape) ภายใต้นโยบาย 3 Open รวมถึงการสนับสนุนทางด้านความยั่งยืน ผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transition loan) ที่มีเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท และสามารถปล่อยไปได้แล้วกว่า 9.7 หมื่นล้านบาท และการจัดทำ Taxonomy ด้วย

และเศรษฐกิจ เฟส ณ ปัจจุบัน ยอมรับว่ามีความท้าทายมาก และมีช็อกค่อนข้างเยอะ และมาตรการภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) ซ้ำเติมปัญหา ทำให้ลมต้านยิ่งหนักขึ้น เหนื่อยขึ้น โดยดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมาเหลือ 1.50% เทียบกับโลก ถือว่าต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 4 รองลงญี่ปุ่น จีน สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน โดยมาตรการทางการเงินยังคงช่วยเหลือต่อเนื่องผ่านมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยมีลูกหนี้เข้าโครงการ 1.8 ล้านราย และทำต่อเนื่องเฟสที่ 2

“วันนี้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงโตแผ่วๆ หากมองไปข้างหน้าในการดำเนินนโยบาย หากมองไปข้างหน้าจะต้องผสมผสานนโยบาย ไม่ใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง เพราะนโยบายการเงินผ่านดอกเบี้ย ผลไม่ตรงจุด จะต้องเสริมมาตรการเงิน ปรับโครงสร้างควบคู่กับมาตรการดูแลความผันผวนของตลาดด้วย รวมถึงมีความยืดหยุ่นปรับตามสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่น เดิมปูพรม มาเป็นเฉพาะจุด โดยดอกเบี้ยจากระดับ 2.5% มาอยู่ที่ 1.5% ไม่ได้ฟิกซ์ แต่ต้องดูตามสถานการณ์ความเหมาะสม มาตรการ RL และคุณสู้ เราช่วยยังทำต่อเนื่อง”

เตือนศักยภาพเศรษฐกิจไทยโตต่ำลงเรื่อยๆ

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า หากมองอนาคตเศรษฐกิจไปข้างหน้า จะเห็นว่าในช่วงก่อนปี 2540 กราฟอัตราการเติบโตเศรษฐกิจค่อนข้างชันโตสูงเฉลี่ย 7% และในปี 2540 ไทยใช้เวลาในการฟื้นตัวถึง 17 ไตรมาส เนื่องจากเศรษฐกิจดร็อปลงมาแรง อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าระดับอัตราการเติบโตค่อนข้างทรงตัว (Flat) โตเฉลี่ย 5.4% มาในปี 2561 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ดร็อปลงเร็วและฟื้นเร็ว แต่ศักยภาพการเติบโตลดลงจาก 5.3% เหลือ 3.7%

และในช่วงโควิด-19 เศรษฐกิจดร็อปค่อนข้างนาน และใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน 13 ไตรมาส แต่สิ่งที่น่าห่วง คือ กราฟการเติบโต Flat และอัตราการเติบโตเฉลี่ยเหลือ 2.2% ซึ่งเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” วิธีการแก้การเติบโตให้ยั่งยืน ต้องแก้ด้วย “เชิงโครงสร้าง” เพราะแค่กระตุ้นระยะสั้น เราจะเผชิญชะตากรรมที่จะเติบโตแบบ Flat ไปเรื่อยๆ เพราะเราอยู่ในสังคมสูงวัย แรงงานน้อย การลงทุนต่ำ

“การกระตุ้นระยะสั้น จะช่วยให้เศรษฐกิจเราเงยหัวขึ้นมาหน่อย แต่ก็จะลงไปอีกเมื่อหมดแรงกระตุ้น เปรียบเหมือนคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน เป็นโรคเบาหวาน ดังนั้น เราจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หากไม่สามารถแก้ตรงนี้ได้ ศักยภาพเศรษฐกิจเราจะ Flat ลงเรื่อยๆ”

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ห่วงเสถียรภาพการคลัง กระทบเรตติ้งประเทศ

ดังนั้น เพื่อสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย Structural Reforms โดยภาคเอกชนจะต้องเป็นกลไกตัวนำขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยภาครัฐ จะต้องลดอุปสรรคการทำธุรกิจ และไม่สร้างปัญหา รวมถึงการรักษาเสถียรภาพการคลัง ภาคการเงินเน้นเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มรายย่อย เอสเอ็มอีเพื่อช่วยในการปรับตัว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ เสถียรภาพทางการคลัง เป็นประเด็นที่ต้องจับตาและใส่ใจ เพราะฐานะทางการคลังไม่แข็งแรงเท่าก่อน โดยในช่วงโควิด-19 เราใช้ทรัพยากรไปค่อนข้างเยอะเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งเราใช้กระสุนไปเยอะจะต้องรัดเข้มขัด เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะปานกลางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หากย้อนดูตัวเลขการใช้จ่ายรัฐบาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าเติบโต 4% เทียบรายได้ที่ขยายตัวเพียง 1.7% ซึ่งหากปล่อยไปยถากรรมแบบนีัความยั่งยืนจะมีปัญหา เนื่องจากบริษัทจัดอันดับ (Rating Agency) จะมองในเรื่องของกรอบความยั่งยืนของฐานะทางการคลัง เพราะปัจจุบันเรายังไม่เห็นกรอบความยั่งยืน (Fiscal Framework) ในการลดรายจ่าย หรือเพิ่มรายได้อย่างไร ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะโดน Down Grade ได้หลังจากไทยโดนปรับมุมมองจาก Stable เป็น Nagative

“เราอาจจะไม่ต้องปรับวันนี้ หรือเห็นวันนี้ แต่เราจะต้องมีแผนที่จะควบคุมรายจ่าย และรายได้จะมาจากไหน อาจจะไม่ถึงว่าจะเกิดวิกฤต เพราะหากดูผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ยังไม่ได้น่าห่วง แต่อย่าชะล่าใจ ต้องมีแผนรองรับ เพราะเรามีภาระผูกพันธ์อีกที่จะเข้ามากระทบ ดังนั้น วินัยการคลังและเสถียรภาพการคลังต้องใส่ใจ โดยเรื่องการใช้งบประมาณ หรือใช้งบกระตุ้น แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะลูกกระสุนมีไม่มาก หากไม่มีแผนระยะยาว เสี่ยงประเทศจะถูกดาวเกรดได้ เพราะรัฐบาลมีเวลา 4 เดือน และเข้าสู่เลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นช่วงวัฏจักรทำงบประมาณ หากมึเหตุการณ์ก็เป็น down side risk ได้”

เร่งดัน “Your Data- Risk Based Pricing” ปูพรมระยะยาว

สำหรับนโยบายการเงิน เรื่องของการแก้หนี้ธปท.ยังคงทำต่อเนื่อง แต่ปัญหาหนี้จะสามารถแก้ได้อย่างยั่งยืน จะต้องแก้ด้วย รายได้ เพราะหากรายได้ไม่กลับมาเติบโค หรือรายได้ไม่ฟื้น ปัญหาหนี้จะไม่มีวันหมดไป เพราะหากดูครัวเรือนในปัจจุบันพบว่ารายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้เกิดการกู้เงินมาจ่ายหนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องระยะยาวที่มีความกังวล คือ สินเชื่อเอสเอ็มอี เนื่องจากเทรนด์นับตั้งแต่โควิด-19 เอสเอ็มอีมีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงโควิด-19 จะฟื้นตัวดีขึ้น เพราะมาจากปัจจัยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู แต่ปัจจุบันตัวเลข ณ ไตรมาสที่ 2/2568 สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัว -6.2% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 7.6% ทำให้สถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น หากไม่สามารถแก้ที่เครดิตได้ สินเชื่อเอสเอ็มอีจะกลับมาโตคงเป็นเรื่องที่ยาก

ดังนั้น ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงพยายามเร่งผลักดันสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ส่วนรูปแบบจะปรับเปลี่ยนอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม หรือการใช้กลไกค้ำประกันบสย.สามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัด เป็น “การบ้านที่ยังทำไม่เสร็จ” รวมถึง Your Data อยากเห็นการไหลของข้อมูลที่จะช่วยเรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะเป็นมาตรการของขวัญและการบ้าน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง (Risk Based Pricing) ซึ่งเป็นหัวใจที่พยายามดึงคนกู้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ

“ดอกเบี้ยจะลงเท่าไร มองว่า เป็นเรื่องของระยะสั้น และมีผลค่อนข้างน้อย จะลง 0.25% หรือ 0.50% แต่สิ่งที่พยายามทั้งเรื่อง Your Data หรือ Risk Based Pricing เป็นเรื่องระยะยาวที่จะมีผลมากกว่า รวมถึง Reinvest Thailand เป็นโจทย์ที่ต้องแก้ไข โดยในช่วง 5 ปีที่รับตำแหน่ง เจอนายกรัฐมนตรี 4 คน ทำให้ความต่อเนื่องในนโยบายหายไป ดังนั้น จึงอยากเห็นเรื่องนี้ โดยเราไม่ได้อยากเห็นสไตล์ว่าเอกชนมานั่งขอนั่นนี้ และถ้าธนาคารเห็นเอกชนอยู่แบบนี้ และภาครัฐมาช่วยแบบนี้ จะทำให้เศรษฐกิจไปได้”

ดังนั้น การรักษาระดับอัตราดอกเบี้ย ผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไป และไม่สุดโต่งเกินไป เป็นการสำรองเครื่องมือไว้สำหรับอนาคต ซึ่งเป็นการมองนโยบายในภาพรวมใหญ่และทิศทางที่ถูกต้อง

“ผลข้างเคียงของการลดดอกเบี้ยต่ำเกินไปและนานเกินไป จะทำให้การส่งผ่านประสิทธิผลของนโยบายจะค่อยๆ ลดลง และการที่ดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปจะสร้างความเสี่ยงและความเปราะบางที่อาจไม่เห็นในวันนี้ แต่อาจปรากฏขึ้นในอนาคต ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% ของ GDP ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็มาจากช่วงที่ประเทศไทยมีดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานก่อนเกิดโควิด-19”

จับตาธุรกิจเทากดดันบาทแข็ง รับคุยเก็บภาษีเทรดทองคำ

ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยแข็งค่ากว่าประเทศภูมิภาค ปัจจัยหลักมาจากดอลลาร์อ่อนค่า และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานเนื่องจากประเทศที่ทำนโยบาย Tariffs โดยปกติค่าเงินจะต้องแข็งค่า แต่กลายเป็นดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้ประเทศอื่นๆ จึงเจอปัญหาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเจอปัจจัยเฉพาะเข้ามาซ้ำเติม คือ ทองคำ ทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำ 0.7% และคนไทยชอบซื้อทองคำ และนำเงินเข้าประเทศเยอะ ทำให้ไทยเจอหลายเด้ง เช่น วันนี้คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดดอกเบี้ยเยอะ ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินบาทยิ่งแข็งค่าขึ้น

ดังนั้น มาตรการที่ธปท.ดูแล เช่น อัตราดอกเบี้ย จะเห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบที่ผ่านมา พบว่า เงินบาทไม่ได้อ่อนค่า หรือมีผลต่อค่าเงินบาทชัดเจน เพราะค่าเงินยังแข็งกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดี ธปท.ดูแลค่าเงินไม่ให้มีความผันผวนเร็วและแรงเกินไป เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ส่งออกเยอะ แต่มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ค่อนข้างน้อย จึงต้องดูแลไม่ให้ผันผวนเกินไป

นอกจากนี้ ธปท.ได้มีการประชุมหารือกับผู้ค้าทองคำว่ามีวิธีใดที่จะลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่สามารถทำได้บ้าง ซึ่งเรื่องมาตรการนโยบายภาษี รับว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่พูดคุย และก็มีช่องทางอื่นๆ ที่สามารถทำได้ เช่น การเทรดทองคำบนสกุลเงินดอลลาร์ เพื่อลดค่าเงินแข็งค่า อย่างไรก็ตาม การเทรดทองคำมีผลกระทบหลายคน จึงต้องหารือเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมที่สุด

สำหรับประเด็นเรื่องที่ให้ความเป็นห่วง เรื่องธุรกรรม (Error and Omission) หรือ ความคลาดเคลื่อนสุทธินั้น ที่เป็นส่วนต่างเกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้อาจจะสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา หากดูตัวเลขโฟลว์ทุกอย่างรวมกัน ในส่วนของดุลชำระเงินในปี 2567 อยู่ที่ 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขจริงออกมาเท่ากับทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่ในส่วนของ Error and Omission มีสูงขึ้นราว 1.52 หมื่นบ้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขมาจากไหนและกระจายไปไหนบ้าง หมวดอะไรบ้าง เช่น ธุรกิจสีเทา หรือ นอมินี เป็นต้น โดยตอนนี้อาจจะยังบอกไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

“เรื่องของมาตรการภาษี เป็นเรื่องหนึ่งที่เราหารือกับผู้ค้าทอง แต่สุดท้ายมาตรการที่ออกมาก็ต้องดูความเหมาะสม และคงต้องใช้เวลา ส่วนสิ่งที่กกร.เห็นเรื่องของส่งออกทองคำไปกัมพูชาตามที่กรมศุลากรชี้แจง ซึ่งทำให้มีการนำเอาดอลลาร์กลับเข้ามาแลกเงินบาท ทำให้บาทยิ่งแข็งค่า ส่วนทองคำจะเป็นเทาหรือเปล่า เราบอกไม่ได้ แต่ก็มีการประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่าที่มาอย่างไร โยงธุรกรรมสีเทาหรือไม่”

สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ-สิ่งที่ทำช้าในฐานะผู้ว่าธปท.

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการทำงานใน ธปท. มา 5 ปี ตระหนักดีว่าการเป็นผู้ว่าการธนาคารกลาง ต้องเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันมากมาย และยังยืนยันว่า หากย้อนเวลากลับไปก่อนรับตำแหน่ง “ก็จะยังคงเลือกเป็นผู้ว่าการอยู่ดี เพื่อจะได้มาช่วยงาน”

สำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ไม่ได้มองว่ามีจุดใดจุดหนึ่งที่หนักที่สุดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นความรู้สึกที่หนักอึ้งต่อเนื่องยาวนานเหมือนกับสถานการณ์ที่ “ไม่จบไม่สิ้น”

และมีบางเรื่องที่เสียใจหรือคิดว่าทำได้ดีกว่านี้ หนึ่งในนั้นคือการทำมาตรการบางมาตรการที่ออกมาแล้วไม่ได้สำเร็จตามคาด เช่น มาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) หรือ PD จากความหวังที่อาจช่วยคนที่มีปัญหาในการปิดหนี้ เพราะจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น แต่สุดท้ายแล้วคนกลับยังต้องการสินเชื่อใหม่มากกว่าการปิดหนี้เดิม

สำหรับอีกเรื่องที่เสียดาย คือ การไม่ได้ริเริ่มเรื่องให้เร็วขึ้นและหากย้อนเวลาจะกลับไปทำเรื่องนี้ให้มากขึ้น คือการ Structural Reforms เพื่อสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย มองว่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญและหากเริ่มเร็วก็จะไปได้ไกลกว่านี้

“ถามว่า หนักใจหรือไม่ หนักใจมีหลายแบบ แต่คิดว่าปัญหายังไม่จบเหรอ เพราะว่ามันนาน และหลากหลาย รวมถึง ยอมรับว่าธปท. มีปัญหาเรื่องการสื่อสารในหลายประเด็น แม้จะทำอะไรไปแล้วหลายอย่าง แต่กลับไม่สามารถอธิบายหรือสื่อสารให้คนเข้าใจได้อย่างครบถ้วนหรือเข้าใจได้มากนัก”

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

เดินหน้าสกัดบัญชีม้าช่วยผู้บริสุทธิ์

สำหรับปัญหาบัญชีม้า ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ที่ทำให้เกิดการถอนเงินของประชาชน และพบว่ามีการถอนเงินสดในบางสาขา ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับบัญชีม้าและการถูกอายัดบัญชี ซึ่งต้องขออภัยที่มาตรการต่างๆ สร้างความเดือดร้อนและความไม่สะดวกให้กับประชาชนผู้สุจริตที่ทำมาค้าขายและต้องใช้เงินหมุนเวียน แต่กลับถูกระงับธุรกรรมหรือถูกอายัดบัญชี

แต่ต้องขอให้ประชาชนนึกถึงหัวอกของอีกฝ่าย คือเหยื่อที่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงจนเงินหายไปทั้งชีวิตซึ่งความลำบากของเหยื่อมิจฉาชีพนั้นหนักกว่ามาก

และมองว่า ปัญหามิจฉาชีพวันนี้ เหมือนมะเร็งที่หากปล่อยไว้จะแพร่กระจายและทำลายระบบ การจัดการปัญหานี้จึงจำเป็นต้องทำอย่างเด็ดขาด แม้จะส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์บ้าง หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ประเทศไทยอาจกลายเป็นสถานที่ที่สะดวกสำหรับมิจฉาชีพได้

“วันนี้ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ เช่น การอายัดบัญชีชั่วคราวตามเส้นทางเงิน สามารถปลดล็อกได้เร็วขึ้นจาก 3-7 วัน เป็น 4 ชั่วโมง ถึงไม่เกิน 1 วัน แต่ก็ยังต้องมีความรอบคอบ เพราะหากรีบปล่อยเงินออกไปโดยไม่ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน อาจกลายเป็นการส่งเงินของเหยื่อไปให้มิจฉาชีพได้ ซึ่งยังมองว่า มาตรการดังกล่าวที่ธปท.ทำไป ถือเป็นมาตรการที่จำเป็น และยังต้องมีอยู่ เพื่อใช้ในการจัดการกับบัญชีม้าจำนวนมาก และเป็นการรักษา “อาการป่วย” ของระบบโดยรวม”