Skip to content

สภาตลาดทุนไทย จ่อเข้าพบรัฐมนตรีคลัง ชงแนวคิด “TISA” หนุนลงทุนหุ้น-ต่ออายุ SSF

17 ก.ย. 2568 | 18:17น.
สภาตลาดทุนไทย จ่อเข้าพบรัฐมนตรีคลัง ชงแนวคิด “TISA” หนุนลงทุนหุ้น-ต่ออายุ SSF

สภาตลาดทุนไทย หรือ FETCO เตรียมส่งหนังสือขอพบรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หลังจัดตั้งรัฐบาลเป็นทางการ จ่อเสนอแนวคิด “TISA” หนุนลงทุนในหุ้นมากขึ้น และต่ออายุ SSF มั่นใจครม.เศรษฐกิจชุดใหม่เหมาะสม-ผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรฐกิจ และตลาดทุนไทย

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และในฐานะประธานสภาตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ ทางสภาตลาดทุนไทยพรัอมด้วยสมาชิกทั้ง 7 องค์กร จะมีการส่งหนังสือขอนัดถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอเข้าพบดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอหารือในการหาแนวทางกระตุ้นเศรฐกิจและตลาดทุนไทย

ทั้งนี้ สิ่งที่ FETCO เตรียมเข้าหารือในครั้งนี้ในส่วนของตลาดทุน โดยอยากให้ภาครัฐผลักดัน แนวคิด TISA (Thailand Individual Savings Account) ที่เป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น ที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สิทธิลดหย่อนภาษี โดย TISA เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ FETCO ได้เตรียมเสนอกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเรื่องของการต่ออายุกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยาว (Super Saving Funds :SSF) ที่ครบกำหนดอายุในปี 2568 ด้วย โดยข้อมูลทุกอย่างที่จะนำเสนอ ทาง FETCO และสมาชิกได้จัดเตรียมข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมั่นใจว่ารัฐมนตรีฯ เข้าใจ และพร้อมผลักดัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศในวงกว้าง หากเดินหน้าได้ตามแผนจะส่งผลดีต่อตลาดทุนไทยได้

“แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลระยะสั้น มองเป็นโอกาสในการปฎิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมกับผลักดันนโยบายเร่งด่วนให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจ เป็นจะผลดีต่อประเทศไทยไม่น้อย”

ขณะเดียวกัน อยากเสนอ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี จึงอยากให้รัฐบาลเพิ่มทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรให้กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อย่างน้อย 3 เท่า เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยยอดการลงทุนผ่านบีโอไอในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้เพิ่มงบประมาณของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อยกระดับการทำตลาดและดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น และกระทรวงพาณิชย์ก็ควรได้รับงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อขยายตลาดใหม่ๆ แทนตลาดสหรัฐฯ เช่น อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยมีเป้าหมายลดสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐจาก 20% เหลือ 10% ภายใน 3 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างความเสถียรให้ภาคการส่งออก

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมุมมองคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้านเศรษฐกิจชุดใหม่ ถือว่ามีความเหมาะสมทุกตำแหน่ง และพร้อมช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

“แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลระยะสั้น มองเป็นโอกาสในการปฎิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมกับผลักดันนโยบายเร่งด่วนให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจ เป็นจะผลดีต่อประเทศไทยไม่น้อย”