Skip to content

เศรษฐพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. เร่งยกระดับจัดการภัยการเงิน เผยอายัดบัญชีม้าแล้ว 2.8 ล้านบัญชี

19 ก.ย. 2568 | 11:34น.
เศรษฐพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. เร่งยกระดับจัดการภัยการเงิน เผยอายัดบัญชีม้าแล้ว 2.8 ล้านบัญชี

“เศรษฐพุฒิ” ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำพัฒนาการด้านดิจิทัลมาพร้อมความเสี่ยง หลังพบว่าเสียหายมูลค่า 9.8 หมื่นล้านบาท ชี้ยกระดับป้องกัน-กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ชี้อายัดบัฐชีม้าแล้ว 2.8 ล้านบัญชี มูลค่าความเสียหายจากโอนเงินเหลือ 5,651 ล้านบาท

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “BOT Symposium 2025 เท่าทันภัยการเงิน Towards Safer and More Inclusive Digital Finance” ว่า ในทศวรรษที่ผ่านมาดิจิทัลมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องผ่าน “Fast Payment” หรือบริการ ”พร้อมเพย์“ ที่มีจำนวนผู้ใช้ถึง 70% หรือ 76 ล้านราย ซึ่งมียอดโอนเงินราว 1.44 แสนล้านบาท โดยการพัฒนาดิจิทัลยังเปิดโอกาสแรงงาน และครัวเรือนเข้าถึงบริการที่ต้นทุนต่ำ และแรงงานสามารถโอนเงินกลับบ้านได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม โอกาสมาพร้อมกับความท้าทายและภัยการเงินที่รุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะที่ไทยแต่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งหากดูความเสียหายจากภัยคุกคามสูงถึง 1 ล้านราย คิดเป็นมูลค่า 9.8 หมื่นล้านบาท

โดย ธปท.ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่การจัดการและแก้ไขปัญหามีความท้าทาย โดยเฉพาะการจัดการ “บัญชีม้า” พบว่าการจัดการ “ต่อเส้นเงิน” ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภัยไซเบอร์ ที่จะช่วยกักเงิน ซึ่งมีผลต่อผู้บริสุทธิ์ในวงกว้างกว่าที่คาด ธปท.จึงร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ปรับกระบวนการปลดล็อกการระงับบัญชี และปรับปรุงกลไกให้กระทบผู้สุจริตภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับร้านค้าและประชาชน

สำหรับเรื่อง Digital Finance จะต้องชั่งหนักระหว่างความเสี่ยงและการเข้าถึง โดยจะมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.เทคโนโลยี 2.ธรรมาภิบาล (Governance) และ 3.ข้อมูลและการสร้างแรงจูงใจ โดยในส่วนของเทคโนโลยี แม้ว่าจะเปิดโอกาสและสร้างบทบาทต่อเศรษฐกิจ แต่เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอและยั่งยืน

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแล หรือ Regulatoty Framework ซึ่งเป็นการสร้างรั้วป้องกันความเสี่ยง (Guardrail) ที่ส่งเสริมไปพร้อม ๆ กัน ขณะเดียวกันข้อมูลและการสร้างแรงจูงใจก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลักดันดิจิทัล เพื่อให้ตอบโจทย์ได้อย่างทั่วถึง

”ระบบเทคโนโลยีแบบ Fast Payment ที่สามารถเข้าถึงทุกที่ ทุกเวลา แต่จัดการยาก ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัย คือ Scale ที่เชื่อมโยงกับคนจำนวนมาก และ AI ทำให้โกงง่ายขึ้น และขยายวงเงินมากขึ้น เชื่อว่าทุกคนคงได้เจอแล้ว และ Speed Faster ที่สะดวก รวดเร็ว ทำให้การจัดการก็ยากเช่นกัน ถ้าดูข้อมูลหลังโดนหลอกเงิน พบว่าเงินกว่า 50% จะถูกโอนออกภายใน 3 นาที แต่เหยื่อจะรู้ตัวใช้เวลาถึง 18 ชั่วโมง ทำให้การจัดการต้องเร่งให้เร็วขึ้น“

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธปท.เพิ่มประสิทธิผลของการจัดการภัยการเงินอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ และจัดการความผิดปกติจากการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยการยกระดับการพัฒนาระบบตรวจจับที่แม่นยำและทันท่วงที โดยใช้ข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร และระบบฐานข้อมูลกลางการทุจริต หรือ Central Fraud Registry (CFR)

นอกจากนี้ กำหนดมาตรฐานให้ผู้ให้บริการมีกระบวนการป้องกัน ตรวจจับ รับมือกับภัยการเงิน เช่น มาตรฐาน Mobile Banking Security และมาตรการจัดการบัญชีม้าทั้งระบบ

และในช่วงที่ผ่านมา มาตรการต่าง ๆ เริ่มเห็นผลเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง เช่น การโจรกรรมแบบไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized Fraud) ในรูปแบบ “แอปดูดเงิน” ทยอยหมดไปตั้งแต่ต้นปี 2568 จากที่เคยมีถึง 7,444 กรณีในปี 2566 ขณะเดียวกัน ได้จัดการบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ซึ่งก็มีส่วนทำให้ความเสียหายของกรณีโดนหลอกให้โอนเอง ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 8,950 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปี 2567 เป็น 5,651 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปี 2568

“แม้เราจะก้าวหน้าไปมาก แต่ความเสี่ยงและภัยการเงินก็จะพัฒนาต่อ ตามการพัฒนาของระบบการเงิน เรา ในฐานะประชาชน สังคม และระบบการเงิน ต้องร่วมมือกันสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้สังคมไทยเติบโตไปกับการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและสมดุล”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ