คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ธนภัทร ธนชาต ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)
การเมืองฝรั่งเศสกลับเข้ามาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังนายกรัฐมนตรี นาย Francois Bayrou ถูกโหวต “ไม่ไว้วางใจ” ในรัฐสภาด้วยคะแนนเสียง 364 ต่อ 194 ส่งผลให้เขาต้องพ้นจากตำแหน่งทันที นี่ถือเป็นครั้งที่ 5 ในรอบไม่ถึง 2 ปี ที่ฝรั่งเศสต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี
สาเหตุหลักของการโหวตไม่ไว้วางใจ เกิดจากแผนของรัฐบาลที่ต้องการ “ลดรายจ่ายภาครัฐ” ลงสุทธิราว 4.4 หมื่นล้านยูโร หรือเกือบ 1.5% ของ GDP เพื่อพยายามลดการขาดดุลการคลังลงจาก 5.4% ในปี 2568 ให้เหลือ 4.6% ในปี 2569
ทั้งนี้ แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างฉับพลัน แต่ฝรั่งเศสยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมืองอย่างเต็มตัว เนื่องจากประธานาธิบดี นาย Emmanuel Macron ได้มีการแต่งตั้งนายกฯคนใหม่ นาย Sébastien Lecornu ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในทันที แต่ฝรั่งเศสยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะไม่มีพรรค หรือกลุ่มการเมืองใดในสภาล่างครองเสียงข้างมาก ทำให้การบริหารประเทศ หรือการผ่านงบประมาณต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยการประนีประนอมอย่างมาก
ปัจจุบันการเมืองฝรั่งเศสถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ได้แก่ 1.ฝ่ายซ้าย “New Popular Front” 2.ฝ่ายกลางค่อนขวา หรือพรรครัฐบาล “Ensemble & Alliance” และ 3.ฝ่ายขวาจัด “National Rally Alliance” และเสียงในสภาถูกแบ่งอย่างใกล้เคียงกัน ส่งผลให้เสถียรภาพทางการเมืองลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน นับตั้งแต่มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา
แม้การยุบสภาอีกครั้งอาจดูเป็นทางออกหนึ่ง แต่เรามองว่าอาจไม่ได้ส่งผลให้การเมืองฝรั่งเศสมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชี้ว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ เสียงในสภาก็ยังคงกระจายตัวออกเป็น 3 ขั้วเช่นเดิม และไม่มีฝ่ายใดได้เสียงข้างมาก อีกทั้งในช่วงเวลานี้ยังตรงกับการจัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ต้องเข้าสู่สภาในช่วงไตรมาส 4 ของปี ซึ่งการยุบสภาในช่วงนี้จึงอาจส่งผลให้งบฯล่าช้าได้
ในด้านการคลัง แม้แผนการปรับลดรายจ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรี นาย Bayrou จะมีเป้าหมายชัดเจน แต่โอกาสนำไปปฏิบัติจริงกลับน้อยลง เนื่องจากรัฐบาลใหม่ยังเป็นเสียงข้างน้อย และต้องเจรจากับฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ฝรั่งเศสมีแนวโน้มขาดดุลการคลังในระดับสูงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า และด้วยความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลมายังงบประมาณภาครัฐ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง หลัง Fitch Ratings ได้มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลงมาในวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา
ขณะที่ Moody และ S&P ระบุในเชิงเดียวกันว่า หากฝรั่งเศสไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังและควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะได้ ก็อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต