ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU คงจีดีพีปีนี้โต 1.9% และปีหน้า 1.6% ยันแม้รัฐบาลเสถียรภาพ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยง จับตาส่งออกชะลอรับพิษภาษีทรัมป์-ท่องเที่ยวหด คาดจำนวนนักท่องเที่ยวเหลือ 31 ล้านคน หายไป 10% ชี้เงินเฟ้อต่ำ-NEO-ทองคำกดดันบาทแข็งค่า แนะกระจายพอร์ตลงทุนลดเสี่ยง เน้น “กลุ่มสาธารณูปโภค-ทองคำ-เงิน”
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ธนาคารยังคงอัตราการเติบโตจีดีพีอยู่ที่ 1.9% และปี 2569 อยู่ที่ 1.6% แม้ว่าสถานการณ์การเมืองคลี่คลายและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนได้บ้าง อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกพอสมควรในระยะข้างหน้า
โดยหากดูอัตราการเติบโตจีดีพีในไตรมาสที่ 1/2568 ขยายตัวได้ 3.2% และไตรมาสที่ 2/2568 อยู่ที่ 2.8% ซึ่งจากการเติบโตมาจากการเร่งส่งออกก่อนนโยบายภาษีสินค้านำเจ้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) และจะเห็นการชะลอตัวหลังจากภาษีสหรัฐมีผล ซึ่งเดือนสิงหาคมส่งออกโตได้ 5.5% ลดลงจากเดือนกรกฎาคม ดังนั้น ปัจจัยภาษีเป็นปัจจัยความเสี่ยงใหญ่ต่อเศรษฐกิจ รวมถึงต้องติดตามเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยปีนี้คาดว่าภาคการส่งออกขยายตัวอยู่ที่ 5.8% และในปี 2569 หดตัว -6%
ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเทึ่ยวคาดว่าจะชะลอตัว จะเห็นว่านักท่องเที่ยวจีน และแนวโน้มนักท่องเที่ยวระยะไกลจะชะลอตัวลงในข่วงปลายปี หลังจากแบกตัวเลขในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ประเมินไว้ 33.5 ล้านคน คาดว่าจะเหลือเพียง 31 ล้านคน หลังจากตัวเลข 8 เดือนเข้ามาแล้ว 22 ล้านคน ซึ่งเหลือเพียง 4 เดือนสุดท้าย ซึ่งตัวเลขที่หายไปคิดเป็นประมาณ 10% จากที่ประเมินไว้
และประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การค้าชายแดนระหว่างกัมพูชา ซึ่งอาจจะกระทบเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยได้ดุลการค้ากับกัมพูชาราว 1 แสนล้านบาทต่อปี แต่ภายหลังจากการปิดด่านส่วนนี้หายไป 97% ซึ่งกระทบเศรษฐกิจเฉลี่ย 0.3% ของจีดีพึ และปี 2569 หายเต็มปี แต่ผลกระทบไม่น่าจะมากจากฐานที่ต่ำ และปี 2570 ผลลบคงไม่มีแล้ว
“แม้ว่าจะมีนโยบายแจกเงิน หรือนโยบายคนละครึ่ง เรามองว่าจะเข้ามาช่วย Protect Downside Risk โดยไม่ได้เข้ามากระตุ้นการบริโภคมากนัก โดยน่าจะคิดเป็น 0.3% ของจีดีพี ส่วนหนึ่งมาจากช่วงนี้ไม่ได้มี Pent up Demand เหมือนในหลังช่วงโควิด-19 ที่การบริโภคโตไป 7% และหนี้ครัวเรือนยังไม่ได้สูงเหมือนปัจจุบัน ดังนั้น จึงคิดว่าการบริโภคจึงไม่ได้โตเยอะปีนี้อยู่ที่ 2% แต่ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะการบริโภคควรโตใกล้เคียงกับจีดีพี เพราะโตเกินจีดีพี สะท้อนว่าคนบริโภคโดยการก่อหนี้“
นายเมธัสกล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท คาดว่าสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 32.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเห็นตัวเลขง่ายกว่า 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากปัจจัยไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากท่องเที่ยวชะลอ ทำให้ปัจจัยที่สนับสนุนเงินบาทแข็งค่าจะมีแค่ตัวเลข Net Error and Ommission :NEO และราคาทองคำ
อย่างไรก็ดี ประเด็น NEO ที่หลายคนให้ความเป็นห่วง ซึ่งเป็นตัวเลขสะท้อนถึงเงินทุนไหลเข้าแต่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ซึ่งตัวเลข Errors นั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงมากจากสภาวะปกติที่จะอยู่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นตัวเลขถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวล และตั้งขอสังเกตว่าอาจเป็นเงินทุนสีเทา ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวก็คงต้องรอผลการตรวจที่เกี่ยวข้องในการหา “Connect the dots” จุดเชื่อมโยงต่าง ๆ
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อต่ำก็มีผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อประเทศไทยเฉลี่ย 11% หรือ 1.1% ต่อปี เมื่อเทียบต่างประเทศเฉลี่ย 27% หรือ 2.7% ต่อปี มีความแตกต่างกันถึง 16% หรือ 1.6% ต่อปี ซึ่งมีความสัมพันธ์กับดัชนีค่าเงินบาทเมื่อดทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง (NEER) แข็งค่า 16% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
”ดังนั้น คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 1.50% ต่อปี ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้ และไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2569 ลงอีกอย่างอย่างน้อยไตรมาสละ 0.25% โดยจบ Cycle รอบนี้ ดอกเบี้ยน่าจะอยู่ที่ 0.75% หรืออย่างน้อย 1% รวมถึงยโยบายการคลังด้วย“
ด้านนายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขี้นอ่อนแอรุนแรง โดยในส่วนของตัวเลขการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง ดังนั้น ประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับต่ำกว่า 3% โดยคาดการณ์ ณ สิ้นปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% หรือปรับลดลงราว 0.75% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00-4.25%
แนะปรับพอร์ต เน้น “กลุ่มสาธารณูปโภค-ทองคำ“
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์และกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญแรงกดดันปัจจัยเสี่ยงสำคัญใน 3 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ในขณะที่อัตราเงินฟ้อมีแนวโน้มเร่งขี้นจึงทำให้เฟดอาจจะลดดอกเบี้ยลงไม่เท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
และท้ายสุดราคาสินทรัพย์ในตลาดที่อยู่ในระดับสูงมากทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ และมีค่า P/E สูงกว่าค่าในอดีตเป็นอย่างมาก รวมถึงตลาดตาราสารหนี้ก็สะท้อนถึงความแพงเช่นกัน ดังนั้น ประเมินว่า ตลาดหุ้นจะมี Upside ที่จำกัด มีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงราว 5-10% จากระดับปัจจุบัน
ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนปนรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยเน้นหุ้นกลุ่มที่มีรายได้แน่นอน และไม่ผันผวนตามวัฏจักรของเศรษฐกิจมากนัก เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Utilities) และกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำมากขึ้น
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้ กล่าวว่า ในสภาวะการณ์ที่มูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัวในปัจจุบัน TISCO ESU แนะนำนักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่าอย่าง “ทองคำและเงิน” แม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นแล้วเกือบ 40%ในปีนี้ มาอยู่ที่ระดับ 3,600-3,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อาจดูค่อนข้างแพง แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว
ได้แก่ แนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ,การเสื่อมถอยของวินัยการคลังทั่วโลก ทำให้ทั้งนักลงทุนและธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ยังซื้อทองคำเข้าในระบบสำรองของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ราคาทองคำในปีหน้าที่ระดับ 4,000-4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
“เนื่องมาจากกระแสความร้อนแรงของ AI ได้ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดบเฉพาะ Super Stock แห่งยุค อย่าง NVDIA ราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และยังหนุนไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ จนดัชนี S&P 500 ทะลุ 6,600 จุดเป็นครั้งแรกแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะอ่อนแรงลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มสร้างความกังวลในกลุ่มวิเคราะห์ว่า Valuation ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดกำลังก้าวสู่ช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดอทคอมเมื่อ 25 ปีก่อน