ดอลลาร์แข็งค่า นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ชี้เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐให้ความสำคัญ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/09) ที่ระดับ 32.10/14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (24/09) ที่ระดับ 31.99/32.01 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐมีการปรับตัวกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 32.00 ในขณะที่นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
ดอลลาร์สหรัฐยังคงมีการเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าขึ้น ถึงแม้ว่าทำเนียบขาวของสหรัฐมีคำสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลกลาง จัดทำแผนปลดพนักงานครั้งใหญ่ หากสภาคองเกรสตกลงเรื่องงบประมาณกันไม่ได้ จนทำให้เกิดภาวะการปิดหน่วยงานของรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ในชวงสิ้นเดือนนี้ ทั้งเดือน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วุฒิสภาสหรัฐได้ปฏิเสธข้อเสนอทั้งของพรรครีพับลิกันและเดโมแครตในการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้รัฐบาลกลางสามารถดำเนินการต่อไปได้ชั่วคราว โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบกับพรรคเดโมแครตเพื่อบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่สภาคองเกรสเผชิญเส้นตายในวันที่ 30 กันยายน ในการอนุมัติงบประมาณเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการต่อไปได้
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 20.5% สู่ระดับ 800,000 ยูนิตในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 630,000 ยูนิต จากระดับ 664,000 ยูนิตในเดือนกรกฎาคม เมื่อพิจารณายอดขายบ้าน และสต๊อกบ้านในตลาด พบว่าผู้ขายบ้านต้องใช้เวลา 7.4 เดือนในการขายบ้านจนหมดสต๊อกในตลาด ลดลงจากระดับ 9.2 เดือนในกรกฎาคม
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (25/09) ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ประกาศปรับแนวโน้ม (Outlook) อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Foreign-Currency IDR) ของไทยจาก “มีเสถียรภาพ” (Stable) เป็น “เชิงลบ” (Negative) แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+
โดยการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มด้านการคลังสาธารณะของไทย อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ผนวกกับแรงกดดันต่อการเติบโตจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ขณะที่ระดับกันชนทางการคลังของไทยลดลง โดยหนี้สาธารณะรวมอยู่ที่ 59.4% ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2568 ใกล้ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม BBB ที่ 56.6% และสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 ถึง 25 จุดเปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 68 พบว่า ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สินเฉลี่ย 740,596 บาท/ครัวเรือน ขยายตัว 22.1% จาก 606,378 บาท/ครัวเรือน ในปีก่อน หรือสูงสุดในรอบ 4 ปี (ตั้งแต่ปี 65) โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 65% (ปี 67 ที่ 69.9%) และอีก 35% เป็นหนี้นอกระบบ (ปี 67 ที่ 30.1%)
ส่วนประเภทหนี้สินอันดับ 1 มาจากบัตรเครดิต รองลงมาคือที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ ทั้งนี้ หนี้ส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิตส่วนใหญ่ จะนำมาใช้จ่ายกับการอุปโภคบริโภคมาเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือจะนำไปใช้จ่ายกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และประกอบธุรกิจ ตามลำดับ
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.07-32.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.13/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/09) ที่ระดับ 1.1742/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (24/09) ที่ระดับ 1.1767/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยบริษัทวิจัยตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี Gfk เปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมากกว่าทีคาดไว้ มาอยู่ที่ระดับ -22.3 ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะลดลงเล็กน้อยที่ -23.3 จากระดับ -22.5 ที่มีการปรับลดในเดือนก่อนหน้า
ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากผลสำรวจสภาพธุรกิจของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งเมืองมิวนิกประเทศเยอรมนีที่อ่อนแอเมื่อวันพุธ และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแรงส่งของเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาค ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1729-1.1753 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1740/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/09) ที่ระดับ 148.73/74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (24/09) ที่ระดับ 148.36/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันนี้ (25/09) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการเปิดเผยรายงานการประชุมนโยบายการเงินเดือนกรกฎาคม สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของกลุ่มที่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเริ่มแข็งกร้าวขึ้น โดยให้เหตุผลว่า BOJ ควรเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกลับสู่ระดับที่เป็นกลาง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังต่ำเกินไป ขณะที่ราคาสินค้ายังคงอยู่ในระดับสูง
กรรมการบางรายถึงกับกล่าวว่า BOJ ควร “เลิกระมัดระวังเกินเหตุจนพลาดโอกาส” ในการขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังตอบรับเชิงบวกต่อข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจลงได้มาก
อย่างไรก็ตาม ฝั่งที่สนับสนุนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ที่นำโดยคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ยังคงย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังคงเผชิญความเสี่ยงจากกำแพงภาษีของสหรัฐ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ควร “รอข้อมูลเพิ่มเติมอีกสักระยะ” ก่อนตัดสินใจ
นอกจากนี้นิปปอน สตีล (Nippon Steel) เปิดเผยว่า บริษัทจะทุ่มเม็ดเงินลงทุน 300 ล้านดอลลาร์ ในโรงงาน 2 แห่งที่ดำเนินการโดยยูเอส สตีล (U.S. Steel)เพื่อจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแห่งใหม่และเพิ่มกำลังการผลิตผ่านการเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสำคัญของสหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 148.54-148.85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 148.79/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (26/09), ดัชนีราคาค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (26/09), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกนของสหรัฐ (26/09)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.6/-7.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.7/-3.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ