ดร.ศุภวุฒิ ประธาน สศช. ชี้เศรษฐกิจไทยติดหล่มโตต่ำเพราะโครงสร้างบิดเบี้ยว-สถาบันอ่อนแอ ย้ำถึงเวลาปฏิรูปครั้งใหญ่ ด้าน “ดนุชา” เปิดข้อมูลแผน 13 ใช้งบฯปีละ 1 ล้านล้าน แต่ยังไม่ตอบโจทย์ พร้อมเสนอแนวคิด “D-A-R-E to Reform” เร่งขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเปิดประชุมประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform” ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และทุนทางวัฒนธรรม แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทำให้การเติบโตต่ำและไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้

ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตต่ำกว่า 5% ต่อเนื่องตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เป็นต้นมา ซึ่งไม่เพียงพอที่จะยกระดับรายได้ประชาชนให้ก้าวสู่ระดับสูง อีกทั้งยังสะท้อนจากอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศ
“ประเทศไทยไม่อาจพัฒนาไปได้ไกล หากยังคงมีโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและกลไกเชิงสถาบันที่อ่อนแอ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น สร้างความหวัง และปลดล็อกศักยภาพการแข่งขันของประเทศ“ ดร.ศุภวุฒิ กล่าว
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอในหัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform” โดยเปิดเผยว่า แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) จะดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมการลงทุนการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ยังไม่ก้าวหน้าพอ ซึ่งหลายด้านยังไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแผน 13 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ดำเนินผ่านโครงการ จำนวน 9,132 โครงการ ขับเคลื่อนผ่านแผนระดับ 3 รวม 1,230 แผน
นายดนุชาระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงสถาบันสำคัญที่ยังเป็นข้อจำกัดของประเทศ ได้แก่
- กฎหมายและระเบียบ ที่มีจำนวนมาก ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน
- การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่บิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจและบั่นทอนความเชื่อมั่น
- หลักนิติธรรม ที่ยังอ่อนแอ ล่าช้า และลดทอนความน่าเชื่อถือ
- ประชาธิปไตย ที่ยังไม่มั่นคง ส่งผลให้กติกาไม่เปิดกว้างและไม่เป็นธรรม
- การบริหารจัดการภาครัฐ ที่มีขนาดใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการและเผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง
นายดนุชาย้ำว่า ประเทศไทยต้อง “D-A-R-E to Reform” ได้แก่ ความมุ่งมั่นตั้งใจ (Determination), การลงมือร่วมกันจากทุกภาคส่วน (Action Together), การออกแบบกติกาและนวัตกรรมเชิงสถาบันใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Redesign Innovation) และการตระหนักถึงความเร่งด่วน ต้องดำเนินการทันที ไม่ผัดผ่อน (Emergency Mindset) เพื่อผลักดันการพัฒนาให้เดินหน้า
การประชุมยังมีเวทีเสวนา “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ทำอย่างไรให้เป็นจริง” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย, ดร.ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบีธนชาต และ ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการทีดีอาร์ไอ
สำหรับข้อมูลและข้อเสนอที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงการขับเคลื่อนแผนพัฒนา ฉบับที่ 13 และวางรากฐานสำหรับแผนพัฒนา ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยตั้งเป้าให้การปฏิรูปครั้งนี้เป็นจริง เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความหวังแก่ประชาชน รวมถึงสร้างศักยภาพการแข่งขันอย่างยั่งยืน