Skip to content

กสิกรไทย ปรับแผนสู่ ‘ยั่งยืน’ อัดสินเชื่อพุ่ง 5 แสนล้าน หนุนเปลี่ยนผ่าน

27 ก.ย. 2568 | 09:06น.
กสิกรไทย ปรับแผนสู่ ‘ยั่งยืน’ อัดสินเชื่อพุ่ง 5 แสนล้าน หนุนเปลี่ยนผ่าน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เกิดภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติ ส่งผลให้ทั่วโลกหันมาให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ผลักดันภาคธุรกิจเข้าสู่การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) และเดินหน้าไปสู่หมุดหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability) แต่ภายหลังการกลับมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้การเดินสายความยั่งยืนดูจะชะลอออกไป ธุรกิจไทยจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องนี้ในฐานะแหล่งเงินทุนสำคัญ “ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวไว้ในงานสัมมนา “PRACHACHAT ESG Forum 2025 The TURNNING POINT # ตีแตก Sustainability” ในหัวข้อ “ESG Unlocking New Growth for Thailand” เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา

เมื่อยักษ์ใหญ่ สหรัฐ-อียู ถอนตัว

โดย “ขัตติยา” เริ่มต้นว่า หากย้อนกลับไปช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ล้วนแต่ “ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เริ่มจากถอนตัว Paris Agreement และยกเลิกคำสั่งการจำกัดเจาะปิโตเลียม หรือ Drill Baby, Drill หรือนโยบายภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ที่ทำให้สินค้าในสหรัฐแพงขึ้น กระทบกลุ่มรากหญ้าในประเทศ

ตามมาด้วย “ภาคการเงิน” ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐ ที่มีสัดส่วนขนาดสินทรัพย์ราว 46% ของสินทรัพย์ธนาคารทั้งหมดในสหรัฐ ถอนตัวออกจาก “Net Zero Banking Alliance” ไม่ไปต่อ แต่ยังคงสนับสนุนลูกค้าสู่การลดก๊าซเรือนกระจก แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะที่ “ภาคเอกชน” เช่น กลุ่มเชลล์ (Shell) ลดงบประมาณการพัฒนาพลังงานทดแทนจาก 3,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 800 ล้านดอลลาร์ หรือเหลือเพียง 25% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้

ด้านฝั่งสหภาพยุโรป คณะกรรมการยุโรป (European Commission) เสนอชุดกฎหมาย “Omnibus” ซึ่งประกอบด้วย CBAM มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน และกฎหมาย CSDD (Corporate Sustainability Due Diligence) เรื่องของซัพลายเชนที่ต้องดูเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมาย CSDR การรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน เป็นการ “ลดความเข้มงวด” และ “ผ่อนปรน ยืดเวลา” โดยเหลือบังคับเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อหวังลดขั้นตอนการทำงานของทางการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนอกสหภาพยุโรป

“เกิดเหตุการณ์หลายอย่างทำให้การมุ่งไปสู่ Net Zero และ Sustainability ช้าลง แต่ว่าเป้าหมายยังเหมือนเดิม เรียกว่า ดีเลย์ แต่ไม่ได้ตกราง ไม่ได้ออกนอกเส้นทาง เพียงแต่ว่าเจออุปสรรค เหมือนกับว่า เราทำเรื่องใหม่ ๆ มันก็ต้องมีการปรับ คิดไป ทำไป ปรับไป โจทย์ไม่หยุดนิ่ง แต่โจทย์มันจะเป็นว่า ใครพร้อมก็ไปก่อน ทั้งโลกพยายามกลับมา Practical กับวิธีทำกับตัวเองได้มากขึ้น เราก็มีความหวัง เพราะเรื่องของ Sustainability เราและทั่วโลกก็ทำกันมากขึ้น”

ทางออกไทยต่อยอด “จุดแข็ง”

“ขัตติยา” กล่าวว่า สำหรับบริบทของประเทศไทยนั้นจะต้องดูว่า พลังงานมีเสถียรภาพหรือมั่นคงหรือยัง เราคิดเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้มีพลังงานทดแทนใหม่ได้หรือยัง ดังนั้น ก่อนที่จะกระโดดไปทำอะไรที่สุดขีด (Extreme) จึงต้องรักษาสมดุล (Balance) ซึ่งเรื่องของ “ESG” หรือ “Sustainability” ของไทย อยากแนะนำให้สร้างบนจุดแข็งที่มีอยู่ เช่น การท่องเที่ยว ที่ทำเส้นทาง Low Carbon Journey ทั้งสายการบิน รถยนต์ไฟฟ้า โรงแรมสีเขียว และชุมชน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำ สิ่งเหล่านี้สามารถต่อเป็น “Ecosystem” ที่เป็นเรื่องของ “Sustainability” หรือท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Spot Tourism)

รวมถึงการเป็น “Hub for Wellness” เพราะสังคมสูงวัยไม่ได้เกิดเฉพาะไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก และคนสนใจสุขภาพมากขึ้น หรือจะเป็น “Creative Economy” ซึ่งจากตัวเลขของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า มีต่างชาติเข้ามาถ่ายทำหนังและซีรีส์ในไทย 33 ประเทศ 86 เรื่อง มีเงินลงทุนจำนวนมาก เช่น White Lotus ที่ถ่ายทำใน 5 พื้นที่ เกิดการจ้างงานกว่า 300 งาน มีเงินหมุนอีกกว่า 500 ล้านบาท เรียกว่า Soft Power

“การจะมุ่งไปสู่ Sustainability เหมือนการเรียนรู้แบบหนึ่งที่จะต้อง Balance เหมือนลูกกลม ๆ ในการเล่นกายกรรม คือ ถ้าในมุมกสิกรไทย ถ้าเราตั้งใจปล่อยกู้ให้ลูกค้าทุกคน หนี้เสียจะต้องเยอะมากเลย เพราะฉะนั้น เราจะดูว่าทำอย่างไร ที่จะ Balance ให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้น แล้วเราก็อยู่รอดได้”

ขัตติยา อินทรวิชัย
ขัตติยา อินทรวิชัย

ภาคการเงินไทยปรับตัวตามโลก

ทั้งนี้ ในฐานะของธนาคาร เมื่อเห็นว่าโลกเปลี่ยนไปขนาดนี้ และไทยมีเป้าหมายและทิศทางที่เปลี่ยนไป เป็น “New Economy” และ “New Growth” ดังนั้นธนาคารทั้งหลายจะคิดเหมือนเดิมคงไม่ได้ จากเดิมที่เป็นธนาคารให้สินเชื่อและเงินลงทุนให้กับลูกค้า เพื่อให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero หรือ ESG ไม่ใช่แล้ว

“สิ่งที่คิด คือเป็น ‘Objective Based’ หรือ การตั้งเป้าหมายและวัดผลที่ชัดเจนได้ หรือ Issue Based โดยเราจะตั้งเป้า Objective ก่อน และค่อยเอา E, S และ G เข้ามาใส่ สะท้อนว่า เราต้องคิดใหม่เหมือนกัน”

“ขัตติยา” กล่าวว่า เดิมธนาคารตั้งเป้าหมายการสนับสนุนสินเชื่อและเงินลงทุน 1-2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero แต่วันนี้มีการตั้งเป้าใหม่เพิ่มเป็น 4-5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยลูกค้าในเรื่องของ Sustainability จะเห็นว่ายอดวงเงินโตกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อและเงินลงทุนจากธนาคารยังไม่พอ เพราะคนสำคัญใน Ecosystem นี้ คือ ผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องตื่นรู้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า ต้องลงทุนก่อน ต้องปรับก่อน และต้องคิดว่าลงทุนระยะสั้น เพื่อหวังว่าระยะกลาง และระยะยาว จะลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงที่จะเจอมาตรการกีดกันทางการค้า หรือเกณฑ์เรื่องของ Climate Action ได้

“เป็นการเตรียมความพร้อม และชวนคู่ค้า-พาร์ตเนอร์ เป็นเพื่อนเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน แล้วเริ่มวัดว่าปล่อย Net Zero ไปเท่าไหร่ ดูแลสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างไร พอวัดเสร็จ เริ่มวางแผนกลยุทธ์ เลือกเทคโนโลยีที่ใช่ และไปปฏิบัติ (Execute) โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนเต็มที่”

“Thai CBN” สร้างความร่วมมือ

“ซีอีโอกสิกรไทย” กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือกันเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งขณะนี้ องค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน สมาคมธนาคารไทย ศูนย์วิจัยต่าง ๆ ต่างชาติได้ร่วมมือกันเพื่อไปสู่ Sustainability อย่างมั่นคงและมีความหมาย ไม่ทำไป คิดไป หรือเปลี่ยนไป แต่ทำด้วยกัน เรียกกันว่า Thai CBN (Thai Climate Business Network) โดยเขียนข้อเสนอ (Proposal) เป็นแผนงานระดับชาติขึ้นมา ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero ได้อย่างไร

“ความร่วมมือเป็นเรื่องสำคัญ เทคโนโลยียังไงก็มา เราควรทำงานร่วมกับเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์ในการตอบโจทย์ของประเทศ ตอบโจทย์ Pain Point ลูกค้า เพื่อ Unlock New Growth ประเทศไทย” ซีอีโอกสิกรไทยกล่าว