ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประกาศตั้งเป้าหมายการเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด” (The Most Comprehensive Climate Solution Provider) ที่เหนือกว่าการให้การสนับสนุนทางการเงิน และช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำเป็นให้กับลูกค้า ในการเปลี่ยนผ่าน เพื่อไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2573
“ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว ธนาคารได้ขยับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนเป็น 4-5 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่อยู่ 1-2 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 โดย ณ เดือนสิงหาคม 2568 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า 1.73 แสนล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปี 2568 น่าจะจบที่ระดับ 2 แสนล้านบาท” เป็นคำกล่าวของ “จงรัก รัตนเพียร” ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ในการแถลงข่าวล่าสุด
ตอกย้ำทิศทางการดำเนินธุรกิจเพื่อไปสู่ความยั่งยืนของแบงก์ ตามที่ “ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวไว้บนเวทีสัมมนา “PRACHACHAT ESG Forum 2025 The TURNNING POINT # ตีแตก Sustainability” ในหัวข้อ “ESG Unlocking New Growth for Thailand” เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

“จงรัก” กล่าวว่า การให้สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน จะเน้นในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ และกระจายในทุกเซ็กเมนต์ รวมถึงลูกค้ามั่งคั่ง (Wealth) เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่ง โดยดำเนินการผ่านบริษัทในเครือ อย่างเช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (K-Asset) ที่มีการลงทุนในกองทุนด้าน ESG เป็นอันดับ 1 เป็นต้น
“ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ธนาคารจะมีโปรดักต์โปรแกรมไว้รองรับ โดยลูกค้ากลุ่มนี้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เช่น หากเทียบลูกค้าทั่วไป ลูกค้ากลุ่มนี้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) -1% รวมถึงวงเงินระยะยาวเป็นพิเศษ อาทิ จากเดิม 5 ปี จะขยายเวลาเป็น 5-7 ปี เป็นต้น”
นอกจากนี้ ธนาคารมุ่งมั่นพัฒนา Beyond Banking Solution เพื่อส่งมอบ Climate Solution ที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้า และส่งเสริมการสร้าง Carbon Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกมิติของการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ
“การผลักดันเรื่องของ ESG เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเราไม่ทำ จะกระทบกับการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ จากปัจจุบันเราโตต่ำกว่า 2% เช่น หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.6 องศาเซลเซียส จะกระทบจีดีพีโลกราว 14% และจีดีพีไทยจะหายไป 34% ภายในปี 2593 ดังนั้น ธนาคารพยายามดูเรื่องความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของธุรกิจ เพราะว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทย”
ส่วนแนวโน้มการทำธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยในปี 2568 นี้ คาดว่าสินเชื่อรวมมีโอกาสโตติดลบเล็กน้อย จากคาดการณ์เดิมที่คาดจะทรงตัว เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งก็เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงลูกค้ามีการชำระคืนหนี้ค่อนข้างสูงมากกว่ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 แสนล้านบาทต่อปี

“ดังนั้น กลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารจะมุ่งเน้นคน หรือธุรกิจที่ใช่ กลุ่มที่มีศักยภาพ ธุรกิจที่ไปต่อได้ ซึ่งกลุ่มนี้ธนาคารพร้อมสนับสนุนเต็มที่ สำหรับลูกค้าที่มีโอกาสดีและธุรกิจที่ยังดีอยู่ โดยกลุ่มบริการ หรือที่เกี่ยวกับธุรกิจก่อสร้างที่ได้รับผลบวกจากเงินภาครัฐที่ยังมีต่อเนื่อง ส่วนที่เสี่ยงสูง อาจต้องชะลอการปล่อยกู้ออกไปก่อน”
ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่า เชื่อว่าปีนี้ธนาคารจะสามารถคุมหนี้เสียให้อยู่ในระดับที่ตั้งเป้าหมายไว้ไม่เกิน 3.25% ได้จากการบริหารพอร์ต และระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ
“ภายใต้เศรษฐกิจปัจจุบันธนาคารมีการคัดกรองลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่มีศักยภาพ ส่วนลูกค้ากลุ่มที่เสี่ยงสูง กลุ่มนี้ธนาคารอาจชะลอปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับหนี้เอ็นพีแอลอาจเพิ่มขึ้น หากลูกค้าเสี่ยงสูงแล้วเราปล่อยไปแล้ว ลูกค้าก็อาจสูญเสียหลักประกัน และทำให้หนี้เสียเราเพิ่มขึ้นด้วย”
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์สินเชื่อที่ลดลง ธนาคารจำเป็นต้องหันมาหารายได้อื่น ๆ เข้ามามากขึ้น ทั้งในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียม รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือธุรกิจเพื่อความมั่งคั่งที่ยังเป็นธุรกิจที่เติบโตได้ดี
สำหรับนโยบายการจ่ายเงินปันผล ธนาคารตั้งเป้าการปันผลในปีนี้อย่างน้อย “เท่าเดิม” หรือ “เพิ่มขึ้น” สำหรับผลการดำเนินงานทุกปี สำหรับปันผลปกติ อย่างไรก็ดี ในส่วนของ Special Dividend หรือปันผลพิเศษ ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละปีว่าจะจ่ายหรือไม่ และมีโอกาสลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้
ขณะที่นโยบายการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ทั่วโลก และธนาคารเคยทำในปี 2563 ส่วนปีนี้มีโอกาสสูงที่ธนาคารอาจซื้อหุ้นคืนได้ หากดูราคาหุ้นของธนาคารต่ำกว่าบุ๊กแวลู หรือ P/E อัตราส่วนของราคาต่อกำไร ซึ่งปัจจุบันราคา P/E ก็ถือว่าต่ำกว่าบุ๊กแวลู และปัจจุบันมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง ที่สามารถทำได้
“ส่วนผลบวกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ มองว่าอาจเห็นผลบวกได้ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากมองว่าแม้จะช่วยในเรื่องความเชื่อมั่น แต่ผลบวกในเรื่องสินเชื่อต่าง ๆ อาจต้องรอให้ภาพรวมเศรษฐกิจต่าง ๆ กลับมาฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอาจเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นดีมานด์การขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้ในปี 2569 โดยเฉพาะสินเชื่อขนาดใหญ่” ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทยกล่าว