เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘อินเด็กซ์’ ผุดสปอร์ตคลับ เสริมแกร่งคอมมิวนิตี้มอลล์ 
Business ‘อินเด็กซ์’ ผุดสปอร์ตคลับ เสริมแกร่งคอมมิวนิตี้มอลล์ 
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 ต.ค. 69) ปรับลง 0.89% อยู่ที่ 80,079 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 ต.ค. 69) ปรับลง 0.89% อยู่ที่ 80,079 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (26 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (26 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
รัฐบาล โต้ข่าวปลอม “โอนค่าน้ำชา 7 ล้านให้อนุทิน“ คาดต้นทางอยู่ ตปท.
Politics รัฐบาล โต้ข่าวปลอม “โอนค่าน้ำชา 7 ล้านให้อนุทิน“ คาดต้นทางอยู่ ตปท.
แผนแก้หนี้กองทุนน้ำมัน รีดโรงกลั่น-ขอเงินคลังแทนภาษี
Economic แผนแก้หนี้กองทุนน้ำมัน รีดโรงกลั่น-ขอเงินคลังแทนภาษี
โตโยต้า วอนรัฐเร่งมาตรการภาษีรถกระบะฟื้นยอด
Automotive โตโยต้า วอนรัฐเร่งมาตรการภาษีรถกระบะฟื้นยอด
กลับมาอีกครั้ง ‘เพลินจิตแฟร์’@โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา
SD กลับมาอีกครั้ง ‘เพลินจิตแฟร์’@โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา
5 แผนพัฒนาเที่ยวไทยปี’70 มุ่งสู่ High-Value Destination
Business 5 แผนพัฒนาเที่ยวไทยปี’70 มุ่งสู่ High-Value Destination
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
การเคหะฯ ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี ผุด “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ป้อนผู้มีรายได้น้อย
Real Estate การเคหะฯ ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี ผุด “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ป้อนผู้มีรายได้น้อย
ดูทั้งหมด

สมาคมธนาคารไทยชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าภูมิภาค แนะเร่งใช้เทคโนโลยีและความยั่งยืนพลิกฟื้นระบบ

08 ต.ค. 2568 | 18:28น.
เศรษฐกิจไทย

สมาคมธนาคารไทยชี้ระยะยาวเศรษฐกิจไทยยังโตเฉลี่ยเพียง 2.7% ต่ำกว่าอาเซียนที่ 4.5% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง การผลิตไร้ประสิทธิภาพ และขาดแรงจูงใจลงทุนในประเทศ แนะเร่งใช้เทคโนโลยีและแนวคิดความยั่งยืนเป็นกลไกสำคัญในการหลุดพ้นจากกับดักรายได้และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยในงานประกาศผลและมอบรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กรประจำปี 2568 “CEO Econmass Awards 2025” และงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 หัวข้อ “The Future Direction of Thailand : เมื่อโลกเปลี่ยน…ประเทศไทยไปทางไหน?” ในเวทีเสวนา “พลิกเกมสู้เศรษฐกิจโลกป่วน” ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวราว 0.3% ตามการประเมินของภาครัฐ

แต่จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “Quick Big Win” ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตได้อีกราว 0.3% ทำให้โดยรวมเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อาจเติบโตได้ถึง 0.6% ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน ประชาชน และนักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับมาตรการหรือแนวทางนโยบายที่รัฐบาลประกาศ

อย่างไรก็ตาม หากมองในระยะ 5 ปีข้างหน้า IMF และ CEIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.7% ต่อปี ขณะที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 4.5% ต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของไทยลดลงจากเดิมที่เคยเป็น “พี่ใหญ่ของอาเซียน”

นายผยงระบุว่า ปัจจุบันขนาดของภาคธนาคารพาณิชย์ไทยยังเล็กกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะที่ภาคเอกชนไทยเองก็เผชิญปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำ และประสิทธิภาพการบริหารจัดการของภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเติบโตของประเทศชะลอตัว

“ปัจจุบันไม่มีคนลงทุนในประเทศ มีแต่คนอยากใช้เงิน เพราะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ที่อาจจะไม่ได้มองระยะยาวหรือความยั่งยืน“ นายผยงกล่าว

โดยบ่งชี้ได้จากดัชนี ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 65% มี Price to Book Value ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจ ขณะเดียวกันสภาพคล่องในประเทศจำนวนมากก็ไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุน FIF และการขยายการลงทุนโดยตรงของบริษัทไทยในต่างประเทศ รวมมูลค่าหลายล้านล้านบาท แทนที่จะถูกนำมาลงทุนภายในประเทศ

ข้อมูลจากระบบธนาคารพาณิชย์ชี้ว่า ปัจจุบันมีสภาพคล่องส่วนเกินที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้น (รีโป้) และการถือครองพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยเฉลี่ยกว่า 5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นคำถามสำคัญว่าสภาพคล่องเหล่านี้ “ไม่สามารถไหลไปหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างไร” โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)

ทั้งนี้ นายผยงระบุว่า SMEs มีสัดส่วนเพียง 30% ของ GDP แต่สร้างการจ้างงานมากถึง 70% ของประเทศ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียง 1% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด กลับสร้างสัดส่วน GDP สูงถึง 65% ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ “กระจุกตัว” และประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถมีส่วนร่วมกับผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง

ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและสังคมผู้สูงอายุ นายผยงมองว่า สิ่งที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจและหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” คือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ให้บอบช้ำ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนยึดแนวทาง “การตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริงและความโปร่งใส” พร้อมตั้งเป้าเปิดเผยดัชนีสำคัญ 3 ตัว ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจนอกระบบ, หนี้นอกระบบ และดัชนีคอร์รัปชัน (Corruption Index) เพื่อให้เกิดการถกเถียงในสาธารณะบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีความเห็นร่วมกันในสังคมอย่างน้อย 70-80% รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม

“เราต้องลดต้นทุนแฝงในทุกภาคส่วน บูรณาการระบบเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกัน และสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ที่อยู่ในกรอบกติกา เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโตอย่างเป็นธรรม ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณของ ความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูศักยภาพของประเทศให้กลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต“ นายผยงกล่าว