Skip to content

ซีอีโอ KBank ชี้ไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง มอง “การเงินยั่งยืน” ทางรอด

09 ต.ค. 2568 | 20:02น.
ซีอีโอ KBank ชี้ไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง มอง “การเงินยั่งยืน” ทางรอด

“ขัตติยา” ซีอีโอ กสิกรไทย มองไทยติดกับดักรายได้ปานกลางยาวกว่า 40 ปี แนะ “การเงินยั่งยืน-ผสานความร่วมมือ 4 เสาหลักหลุดพ้นปัญหา หนุนการเติบโตยั่งยืน ยัน “Sustainable Finance” ไม่ได้จำกัดแค่สินเชื่อสีเขียว เดินหน้าปล่อยกู้สู่เป้าหมาย 4-5 แสนล้านบาท

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงาน “Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap” ภายใต้หัวข้อ “การเงินยั่งยืน เกราะป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ” ว่า การเงินที่ยั่งยืน คือการจัดสรรเงินทุน-สินเชื่อที่มีอยู่ให้พร้อมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม อย่างมั่นคง ทั่วถึง กระจายตัวทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างยั่งยืน

โดยปัญหาที่ควรเร่งศึกษาแนวทางการแก้ไข คือ ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) มานานกว่า 40 ปี ซึ่งในวันนี้รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 บาทต่อเดือนต่อคน หากจะหลุดพ้นต้องขยับขึ้นไปเป็น 35,000 บาทต่อเดือนต่อคน และหากดูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารายได้ต่อหัวอยู่ในระดับทรงตัวมาโดยตลอด

อย่างไรก็ดี การจะเปลี่ยนผ่านได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้ง 4 เสาหลักในพีระมิดเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1. ภาครัฐ โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 64% ของจีดีพี ซึ่งทำอย่างไรจะลดหนี้ลงได้อย่างยั่งยืน และต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น สงครามการค้า ภาษีนำเข้า สังคมสูงวัย และ Disruption ทางเทคโนโลยี และ สนับสนุนเอสเอ็มอีด้วยกฎระเบียบที่เท่าเทียมกับรายใหญ่

2. ภาคเอกชน ทำอย่างไรจะช่วยสนับสนุนให้เอาหนี้นอกระบบกลับเข้าระบบได้มากขึ้น และผู้ประกอบการเอกชนสามารถเจรจาเพิ่มสภาพคล่องกับซัพพลายเออร์มากกว่าพึ่งแค่ธนาคาร ตลอดจนเพิ่ม Productivity และ ช่องทางรายได้ใหม่

3.ภาคประชาชน ที่ต้องรู้เท่าทันการเงิน และ มีวินัยทางการเงิน การหาอาชีพเสริม และเพิ่มรายได้

และ 4. ภาคธนาคาร โดยบทบาทหลัก คือ การจัดสรรเงินทุนให้ไปอยู่ในที่ที่ใช่ และ สนับสนุนธุรกิจที่สร้างความแข็งแกร่งในอนาคต ตลอดจนช่วยลดต้นทุนทางการเงินเพื่อให้แข่งขันได้

“ภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงสถาบันการเงินเองก็ได้รับผลกระทบด้านคุณภาพหนี้ทำให้การปล่อยกู้ไม่สามารถกระจายตัวได้อย่างทั่วถึงและโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อมีอย่างจำกัด และเอกชนเองก็ยังมีข้อจำกัดภายใต้ความผันผวนและเศรษฐกิจที่โตต่ำ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องใช้แรงขับเคลื่อนจากทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง”

นางสาวขัตติยา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในเรื่องของ “Sustainable Finance” ความเข้าใจส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่แค่การปล่อยสินเชื่อเพื่อ Net Zero แต่ข้อมูลชุดล้าสมัยไปแล้วกว่า 2 ปี โดยหากมองแค่ Green ก็จะเห็นเพียงส่วนปลายของภูเขาน้ำแข็ง เพราะในความเป็นจริงแล้วไฟแนนซ์เพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ ที่เรียกว่า “Light Brown Finance” ยังมีสัดส่วนน้อยเกินไปที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

และหากให้ขยายมุมมองสู่ระดับโลกเพื่อให้เห็นภาพชัด เช่น สหรัฐอเมริกา นโยบายไม่เป็นมิตรกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม และ มีการถอนตัวออกจากข้อตกลง Paris Agreement มีการสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมัน การขึ้นภาษีนำเข้า จะยิ่งซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายกินอยู่ของประชาชนเพิ่มขึ้น ธนาคารขนาดใหญ่ถอนตัวจาก Net Zero Banking Alliance (NZBA) ทำให้พันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมต้องหยุดชะงัก

ขณะที่ยุโรป แม้ยังคงเป็นผู้นำด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องยืดเวลาออกไปเพื่อให้ธุรกิจปรับตัวทัน เช่น การซื้อ CBAM Certificate และรายงานด้านความยั่งยืนถูกเลื่อน และ กฎหมาย CSDD เหลือบังคับใช้เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ โดยมองว่า นี่ไม่ใช่การถอย แต่ คือ การให้เวลาธุรกิจหายใจเพื่อเดินหน้าต่ออย่างยั่งยืนจริง

สำหรับประเทศไทย พบว่า สิ่งที่ควรให้น้ำหนักที่สุด คือ การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคงและทั่วถึง เพราะการเข้าถึงเงินทุนของทุกกลุ่มจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น และ รับมือวิกฤตได้

“การเงินยั่งยืนต้องไม่จำกัดอยู่ที่การปล่อยสินเชื่อสีเขียว แต่ต้องหมายถึงการจัดสรรเงินทุนให้ตรงจุดเพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศ โดยยังยืนยันว่า เป้าหมายใหญ่ของธนาคารยังคงอยู่ และ ได้เพิ่มเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็น 4 – 5 แสนล้านบาท”