Skip to content

หุ้นกู้ 2 แสนล้านจ่อระดมทุน Q4 กนง. ‘คงดอกเบี้ย’ ไม่กระทบแผนเสนอขาย

13 ต.ค. 2568 | 07:14น.
หุ้นกู้ 2 แสนล้านจ่อระดมทุน Q4 กนง. ‘คงดอกเบี้ย’ ไม่กระทบแผนเสนอขาย

ThaiBMA ประเมินไตรมาสสุดท้ายธุรกิจออกหุ้นกู้ตามแผน มองไม่ส่งผลกระทบแม้ กนง.คงดอกเบี้ยรอบล่าสุด เหตุดอกเบี้ยที่ลดลงมา 3 ครั้ง ถือว่ามากพอสมควร-ต้นทุนค่อนข้างเหมาะสม เผย Q4 หุ้นกู้ครบดีลกว่า 2 แสนล้าน เซ็กเตอร์ “ไฟแนนซ์-อสังหาฯ-ก่อสร้าง” ครบกำหนดมากสุด จับตาเดือน ต.ค. ธุรกิจแห่ออกหุ้นกู้ล็อกต้นทุน คาดมีโอกาสพุ่งทะลุ 1 แสนล้าน

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 นี้ จะมีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดอีกจำนวน 218,777 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หากดูจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ในช่วงที่ผ่านมา ที่ กนง.ได้ลดดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้านี้ ถือว่าลดลงมาค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงไม่น่ากระทบการออกหุ้นกู้ในไตรมาส 4

โดยจากการลดลงของบอนด์ยีลด์ลงในระดับ 80-90 bps ในช่วงอายุต่าง ๆ ใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง รวม 75 bps ในปีนี้ ทั้งยังมองได้ว่าตลาดยังคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจปรับลดลงได้อีก 1 ครั้งในไตรมาส 4 นี้ จึงได้เห็นการเร่งตัวของการออกหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ในช่วงเดือน ส.ค. และ ก.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนว่าผู้ออกเหล่านี้พึงพอใจกับระดับอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ และได้ออกบอนด์มาล็อกต้นทุนที่ต่ำนี้ไว้แล้ว ซึ่งแนวโน้มที่บริษัทใหญ่ ๆ ทยอยออกบอนด์มา ก็เชื่อว่าการระดมทุนจะยังมีต่อเนื่องในไตรมาส 4 ในระดับกว่า 210,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ตลอดทั้งปี 2568 ThaiBMA ประเมินว่า การออกบอนด์จะอยู่ที่ประมาณ 800,000 ล้านบาท หลังจากช่วง 3 ไตรมาสแรกมีการออกหุ้นกู้แล้วประมาณ 650,000 ล้านบาท

“เท่าที่เห็นแผนการออกของหุ้นกู้ในไตรมาส 4 ก็ยังเห็นแนวโน้มการออกที่ต่อเนื่องอยู่ เชื่อว่ายอดการออกไตรมาส 4 นี้คงใกล้เคียงกับยอดที่จะครบ และทำให้ยอดรวมของการออกหุ้นกู้ในปีนี้อยู่ในระดับ 800,000 ล้านบาทตามที่เคยคาดการณ์ไว้”

ดร.สมจินต์กล่าวว่า หุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเรตติ้งดี ๆ ตลาดก็ยังคงตอบรับดี ส่วนบริษัทที่มีเรตติ้งต่ำลงมาก็อาจจะต้องพยายาม ต้องวางแผนการระดมทุน และการชำระเงินให้ดี ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้บริษัทต่าง ๆ ก็คงต้องพยายามใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายขึ้น อาทิ หุ้น เงินกู้แบงก์ เป็นต้น ส่วนหุ้นกู้ก็ยังคงเป็นทางเลือกในการระดมทุน แต่คงต้องยอมรับว่าตลาดก็มีความระมัดระวังมากขึ้น จากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงทางเครดิตในช่วงที่ผ่านมา

ดร.สมจินต์กล่าวด้วยว่า ในมุมผู้ลงทุนรายย่อย จากสภาพเศรษฐกิจที่ยังอ่อนตัว การลงทุนคงต้องรักษาความรอบคอบระมัดระวัง ในหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงหน่อย เพื่อมุ่งรักษาเงินต้นแม้จะได้ดอกเบี้ยน้อยหน่อยในยามนี้ โดยพิจารณาระยะเวลาที่ตั้งใจถือครองเทียบกับตราสารที่มีให้เลือกเพื่อที่จะได้ Term Premium ที่เหมาะสมกับระยะเวลาลงทุนของตัวเอง

ส่วนตราสารที่ระดับความน่าเชื่อถือต่ำหน่อย ต้องเลือกด้วยความระมัดระวัง และกำหนดน้ำหนักลงทุนให้ไม่กระจุกความเสี่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านเครดิต และด้านสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่ผู้ลงทุนรับได้จริง ๆ”

“บนการคาดการณ์ด้านอัตราดอกเบี้ย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าปีนี้น่าจะมีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง สำหรับมุมของผู้ลงทุน หากมีเงินที่จะลงทุนในระยะกลาง การซื้อบอนด์ที่มีระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ตัวเองรับได้ ผมคิดว่าก็ไม่ต้องรอ สามารถซื้อได้ แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง และการลงทุนก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม” ดร.สมจินต์กล่าว

ข้อมูลจาก ThaiBMA ระบุว่า สำหรับหุ้นกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนด 218,777 ล้านบาทในไตรมาส 4 นี้ จะเป็นหุ้นกู้ในเซ็กเตอร์ไฟแนนซ์มากที่สุดถึง 51,166 ล้านบาท รองลงมาเซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์จำนวน 41,970 ล้านบาท ตามด้วยเซ็กเตอร์วัสดุก่อสร้างจำนวน 28,411 ล้านบาท และที่เหลือเป็นเซ็กเตอร์อื่น ๆ

ซึ่งหากแบ่งตามกลุ่มอันดับเครดิต จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ระดับลงทุน (Investment Grade) วงเงิน 194,397 ล้านบาท คิดเป็น 89% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดทั้งหมด ที่เหลืออีก 11% เป็นหุ้นกู้ High Yield วงเงิน 24,381 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเดือน ต.ค.จะมีหุ้นกู้ครบกำหนด 77,026 ล้านบาท ขณะที่เดือน พ.ย.จะมีหุ้นกู้ครบกำหนด 91,453 ล้านบาท และเดือน ธ.ค.จะมีหุ้นกู้ครบกำหนด 50,298 ล้านบาท

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าวว่า ในเดือน ต.ค. เซ็กเตอร์ที่ออกหุ้นกู้ใหม่ค่อนข้างมาก จะเป็นเซ็กเตอร์พลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากเป็นจังหวะที่ดีต้นทุนทางการเงินเหมาะสม โดยบริษัทขนาดใหญ่จะได้เปรียบเรื่องของ Sentiment ซึ่งหากมีเรตติ้งสูง ๆ ก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำ

โดยขณะนี้มีบริษัทที่ยื่นขอออกหุ้นกู้ใหม่และออกแทนหุ้นกู้ครบกำหนดในเดือน ต.ค.แล้วอยู่ที่ 74,700 ล้านบาท อาทิ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS มูลค่า 12,000 ล้านบาท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มูลค่า 25,000 ล้านบาท ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNREIT) มูลค่า 6,000 ล้านบาท เป็นต้น

“ในเดือน ต.ค.นี้ การออกหุ้นกู้ใหม่และออกแทนหุ้นกู้ครบกำหนดมีโอกาสจะทะลุ 100,000 ล้านบาทได้” นางสาวอริยากล่าว