คอลัมน์ : นั่งคุยกับห้องค้า ผู้เขียน : ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, ซาร่า ผลพิบูลย์ ธนาคารกสิกรไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้มีการพูดถึงกันมากในช่วงนี้ คือปัญหาหนี้ท่วมโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าภายในปี 2030 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของโลกจะทะลุระดับ 100% สูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1948 และมีโอกาสที่อาจแตะระดับ 124% ได้ หากไม่มีการจำกัดการใช้จ่ายภาครัฐอย่างเคร่งครัด
หนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ที่รัฐบาลในหลายประเทศต้องเร่งออกมาตรการพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดทอนผลกระทบจากโควิด อาทิ สหรัฐที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากราว 108% ต่อจีดีพี กระโดดขึ้นมาอยู่ที่กว่า 121% ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นจาก 98% เป็น 116% และไทยที่เพิ่มขึ้นจาก 41% เป็นเกือบ 65% เป็นต้น
การปรับลดลงของหนี้สาธารณะในระยะใกล้ดูจะเป็นไปได้ยาก ภายใต้ภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา การใช้จ่ายด้านการทหารก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงในหลายพื้นที่ ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกปี อีกทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในหลายประเทศที่ทำให้การใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังดูเป็นการยากมากขึ้นที่จะแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูง ภายใต้แนวโน้มการเป็นรัฐบาลที่มีความแตกแยก หรือเป็นรัฐบาลผสมกันมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ที่ทำให้กฎหมายลดการใช้จ่ายหรือขึ้นภาษีผ่านสภาได้ยาก ดังเช่นรัฐบาลฝรั่งเศสที่พยายามเพิ่มอายุเกษียณ และลดการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ไม่สามารถผ่านสภาได้ ซ้ำร้ายยังนำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี 5 คน ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี นำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง สร้างความปั่นป่วนในตลาด
จุดยืนของรัฐบาลก็มีส่วนสำคัญ โดยจะเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลดหนี้นัก หากแต่กลับอนุมัติกฎหมาย One Big Beautiful Bill ที่จะมีการลดภาษีรายได้ เพิ่มการขาดดุลงบประมาณอีกราว 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นำไปสู่การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในท้ายที่สุด
ความกังวลต่อหนี้สาธารณะและความเสี่ยงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น สะท้อนชัดเจนผ่านความปั่นป่วนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าจะลดลง
ท่ามกลางการใช้จ่ายสูงต่อเนื่องของรัฐบาล ที่อาจเปรียบเสมือนของหวานประจำบ้านไปแล้ว คงต้องรอติดตามว่าก้อนหนี้สาธารณะที่เปรียบเสมือนดินพอกหางหมูนี้จะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่…