IMF หั่นแรง เลขคาดการณ์ GDP กัมพูชาปีนี้ เหลือ 3%
IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2026 ลงอย่างมาก เหลือ 3% จากการคาดการณ์เดิมเมื่อ พ.ย. 2025 ซึ่งคาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัว 4% หลังจากที่ 2025 GDP อยู่ที่ 5.3% อีกทั้งคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 5.6% มากกว่าปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.5% ปัจจัยการปรับลดรวมถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และสแกมเมอร์ออนไลน์
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาลงอย่างมาก โดยเตือนว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะซ้ำเติมปัญหาเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาอุตสาหกรรมหลอกลวงทางออนไลน์ ทั้งมวลส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและเร่งอัตราเงินเฟ้อมากขึ้น
วันที่ 8 ก.ค. 2026 IMF คาดการณ์ว่า ในปี 2026 การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของกัมพูชาจะชะลอตัวลงเหลือ 3% และจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027 โดยไม่ได้ระบุตัวเลข หลังจากที่ในปี 2025 GDP ของกัมพูชาอยู่ที่ 5.3% ลดลงจาก 6.0% ในปี 2024
ตัวเลขการคาดการณ์ดังกล่าว เป็นการปรับลดลงมาจากการคาดการณ์เมื่อเดือน พ.ย. 2025 ซึ่งคาดว่าในปี 2026 เศรษฐกิจจะขยายตัว 4%
ขณะเดียวกัน IMF คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของกัมพูชาในปีนี้ จะอยู่ที่ 5.6% มากกว่าอัตราเงินเฟ้อเมื่อปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 2.5% ถึงสองเท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการผลักต้นทุนราคาด้านพลังงานที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ทั้งนี้ ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นควรจะสามารถปรับสมดุลได้เองภายในปี 2027
อย่างไรก็ดี IMF เตือนให้หลีกเลี่ยงการออกมาตรการสนับสนุนที่เกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในวงกว้าง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการอุดหนุนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมภายในประเทศของรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งทำให้รายได้ของรัฐลดลง
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันเบนซินในกัมพูชาอยู่ที่ 3,950 เรียลต่อลิตร (ราว 32.86 บาท) ลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อเดือน มี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 6,000 เรียลต่อลิตร (ราว 49.91 บาท) แต่ยังไม่เท่าช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,850 เรียลต่อลิตร (ราว 32.03 บาท)
IMF กล่าวในแถลงการณ์ว่า ปัจจัยภายนอกที่กดดันเศรษฐกิจกัมพูชา ได้แก่ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นหรือผันผวนมากขึ้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และดีมานด์การท่องเที่ยวที่ซบเซาลง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ ความเปราะบางของภาคการเงิน ภาวะซบเซาของอสังหาริมทรัพย์ และคุณภาพสินทรัพย์ที่ด้อยลง
“ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ นโยบายการการคลังควรช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้น ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการคลัง โดยที่มาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ควรเป็นมาตรการชั่วคราว มุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด และหลีกเลี่ยงการซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ” IMF กล่าว
อย่างไรก็ดี IMF ยังมองในแง่ดีว่า ค่าเงินเรียลยังคงมีเสถียรภาพ ทำหน้าที่เป็นตัวยึดเหนี่ยวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปี 2025 ยังคงแข็งแกร่ง และเงินสำรองระหว่างประเทศก็เพียงพอต่อการนำเข้าไปอีกประมาณ 8 เดือน
“ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา ควรเสริมสร้างการดำเนินงานด้านนโยบายการเงิน และปรับปรุงการกำกับดูแลสถาบันการเงินและการสื่อสารนโยบายต่อไป เพื่อป้องกันวิกฤตสภาพคล่องในอนาคต ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี” IMF ระบุ โดยเป็นการอ้างถึงการที่ธนาคารและบริการชำระเงินหลายแห่งในกัมพูชาต่างปิดตัวลง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
เมียส โซกเส็นสัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจกัมพูชา กล่าวว่า การคาดการณ์ของ IMF สะท้อนให้เห็นถึง “การรวมตัวกันของปัจจัยภายนอกที่ผิดปกติ” โดยระบุว่า แรงกดดันดังกล่าวมาจากความขัดแย้งชายแดนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ด้านรัฐบาลกัมพูชา คาดการณ์การเติบโตของ GDP ว่า ในปี 2026 จะอยู่ที่ 4.2% โดยอิงจากผลการดำเนินงานด้านการส่งออกของภาคที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้
“การคาดการณ์ที่แตกต่างกันระหว่าง IMF และรัฐบาล ไม่ได้หมายถึงการไม่เห็นด้วย แต่สะท้อนถึงสมมติฐานเกี่ยวกับขนาดและความต่อเนื่องของผลกระทบจากภายนอกที่ต่างกัน” โซกเส็นสันกล่าว
เมื่อเดือน มิ.ย. ธนาคารโลก (World Bank) เตือนในทำนองเดียวกันว่า ในปีนี้เศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโตที่ 3.9% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.9% ภายในปี 2027 โดยคาดว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบโดยเฉพาะกับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และคาดว่า อัตราความยากจนของประเทศเพิ่มขึ้น 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage points) เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น 10%