เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
EV เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
“อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
Politics “อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
Politics อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
“ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
Politics “ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
Biz Movement NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
News จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
Real Estate SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
Finance วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
Finance ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
Business ‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
ดูทั้งหมด

ปั้นเงินน้อยสู่เงินล้าน ด้วยสูตร MPT + DCA คู่หูนักลงทุนฝ่าวิกฤตการเงินโลก

25 ต.ค. 2568 | 09:31น.
ปั้นเงินน้อยสู่เงินล้าน ด้วยสูตร MPT + DCA คู่หูนักลงทุนฝ่าวิกฤติการเงินโลก

ปั้นเงินน้อยสู่เงินล้าน ด้วยสูตร MPT + DCA คู่หูนักลงทุนฝ่าวิกฤติการเงินโลก

โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ช่วงนี้ ลูกค้า Jitta Wealth ถามกันเข้ามามากว่า เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นกันครับทำเอาหุ้นสหรัฐที่พุ่งทำนิวไฮมา 4-5 เดือน ตอนนี้เสียศูนย์ไปซะแล้ว เมื่อตลาดสะดุดเกมพลิกลิ้นไปมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐขู่ขึ้นภาษีจีนมหาศาลอีกครั้ง กระชากหุ้นสหรัฐร่วงระเนระนาด

แต่เชื่อมั้ยว่า รอบนี้ที่หุ้นสหรัฐร่วงลง นักลงทุนส่วนใหญ่แห่เข้ามาช้อนซื้อเก็บหุ้นถูกกันครับ แม้แต่ลูกค้าของผมก็ขอเพิ่มทุนกันสนุกเชียวครับ เวลานี้ทุกคนพร้อมใจกันเก็บของดีราคาถูกราวกับมืออาชีพเดินตามรอยคุณปู่ Warren Buffett ที่ย้ำเสมอว่า “หุ้นขึ้นให้ขายทำกำไร หุ้นลงให้ซื้อ”

“ทรัมป์-สีจิ้นผิง” คู่หยุดโลกร่วมประชุม APEC ปลาย ต.ค.

จริง ๆ ตลาดหุ้นอึมครึมช่วงนี้อาจเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ก็ได้ ส่วนตัวผมมองว่า ทรัมป์เป็นคนฉลาดและเข้าใจเรื่องหุ้นดี ถ้าสังเกตดี ๆ เวลาที่เขาออกมาทำอะไรแบบนี้ จะเป็นช่วงใกล้ประกาศงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน อย่างช่วงต้นเดือนเมษายนที่เขาได้ประกาศปลดแอก (Liberation Day) เกิดขึ้นหลังการปิดงบฯ ไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียน และจะประกาศตัวเลขงบฯ ภายในช่วงเวลา 45 วันหลังสิ้นไตรมาสนั้น ๆ

ซึ่งบริษัทจะประกาศงบฯ ภายในช่วงวันที่ 15 พ.ค. 2568 หมายความว่า หากทำอะไรแรง ๆ ในช่วงเวลานั้นให้ตลาดหุ้นแกว่งไกว ขณะที่มีการประกาศผลกำไรออกมาดี เช่น กลุ่ม AI ที่ทำกำไรเติบโตเกินคาด นักลงทุนก็จะเห็นว่าเป็นโอกาสลงทุนและกลับเข้ามาลงทุนตามคาดการณ์ผลประกอบการที่เป็นบวก

ครั้งนี้ก็คล้าย ๆ กันเกิดขึ้นต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐร้อนแรงทำ All Time High ไม่มีพัก และยังมีกระแสฟองสบู่ AI อีก ซึ่งไม่มีข่าวที่ทำให้ตื่นเต้นอีกแล้ว เมื่อจีนออกมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ทรัมป์จึงโพสต์โซเซียล “ขู่ขึ้นภาษีจีน” ทำเอาตลาดหุ้นตกกันมากมาย แต่ทรัมป์รู้ดีว่าเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดจะทยอยประกาศงบฯ ไตรมาส 3 ออกมา ซึ่งจะมีตัวเลขกำไรของบริษัทใหญ่ ๆ ออกมาช่วยเรียกให้เงินไหลกลับตลาดได้

ผมจึงมองว่า ตลาดหุ้นตกรอบนี้ไม่น่าจะมากนัก และภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ภาพทั้งหมดก็น่าจะมีความชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีนมากขึ้น เพียงแต่ในช่วงระหว่างทางนี้ “สหรัฐ-จีน” จะฮึ่ม ๆ ใส่กันอยู่ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวมากครับ

โลกยังแฝงความกังวลไปกับการพบปะของคู่หยุดโลก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ “สีจิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ในการประชุมสุดยอดเวทีความร่วมมือเศรษฐกิจเอเซียแปซิฟิก หรือ APEC 2025 ในวันที่ 31 ต.ค. และ 1 พ.ย. นี้

มุมมองของผม ทั้งสองฝ่ายได้วางกลยุทธ์มาแล้ว เตรียมจะหงายไพ่เจรจาต่อรองกันอย่างทัดเทียม เช่น ทรัมป์มีเรื่องของภาษีสินค้านำเข้าอยู่ จีนก็มีเรื่องของแร่ Rare Earth ที่สหรัฐยังต้องพึ่งพิงแร่นี้จากจีนถึง 60% ของการผลิตทั้งหมด ส่วนจีนเป็นผู้ส่งออก Rare Earth ถึง 90% ของทั้งโลก ซึ่งสหรัฐ คือลูกค้าใหญ่สุดที่ต้องการใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ ผมเชื่อว่าในที่สุดทั้งสองฝ่ายจะเจรจาตกลงกันได้เพื่อที่จะเดินหน้าเศรษฐกิจกันต่อไป

นอกจากนี้ ในทริปเยือนเอเชียครั้งนี้ สหรัฐอาจจะเตรียมแผนพบปะนอกรอบกับเกาหลีเหนือ “ทรัมป์-คิมจองอึน” ซึ่งปมขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหลักอีกตัวหนึ่งที่จะเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับโลกในระยะข้างหน้าอย่างน้อยก็ 3 ปีกว่าที่ทรัมป์ยังอยู่ในวาระประธานาธิบดีสหรัฐครับ

“ท่าทีของทรัมป์ที่มักพลิกกลับกลับมา” กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนคาดเดาได้อยู่แล้วว่า เขาเป็นแบบนี้ หลังจากที่ช่วงแรก ๆ ทุกคนตกใจกันมากกับสงครามการค้าที่เกิดขึ้น ทุกคนกลัวว่าโลกจะมีวิกฤตกันหมด

เทขายสินทรัพย์หนีตายกันอย่างที่เห็นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้นักลงทุนเริ่มเทขายน้อยแล้ว ทุกคนชินและหลาย ๆ คนก็รอช่วงตลาดตก เพื่อจะเข้าซื้อมากกว่าจะถอนตัวออกครับ

หุ้นสหรัฐติดโซนแพง ลุ้น EPS โต – คาด FED ลดดอกเบี้ยต่อ

สถานการณ์หุ้นโลกในวันนี้ ปัจจัยสงครามการค้ารอบใหม่น่าจะฉุดตลาดแกว่งไกวระยะสั้นมากกว่า แต่จริง ๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ กระแสข่าว “หุ้นสหรัฐเป็นฟองสบู่หรือเปล่า?”

ส่วนตัวผมมองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ ณ ปัจจุบันมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงขึ้น เพราะตลาดปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ผมย้ำว่า หุ้นสหรัฐไม่ได้ถูกแล้ว ตอนที่หุ้นสหรัฐถูกมาก ๆ คือ ปี 2023 -2024 ซึ่งก็ปรับตัวขึ้นมากันปีละ 20% แล้ว และปีนี้ 2025 ยังปรับตัวขึ้นร้อนแรงทำ All Time High อย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่า “เต็มมูลค่าระดับนึงแล้ว”

ปกติ ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ EPS Growth (การเติบโตของกำไร) และ PE (ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น) หากดูความคาดหวังของนักลงทุน ตอนนี้ PE ขึ้น มาอยู่ในระดับเต็มที่แล้ว สิ่งที่จะทำให้หุ้นสหรัฐจะปรับตัวขึ้นต่อได้ คือ EPS Growth อย่างเดียว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นจะปรับขึ้นต่อ

โดยต้องยอมรับว่า การทำกำไรของบริษัทในตลาดอเมริกาในปีนี้จะดีจริง เพราะนอกจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยที่เป็น AI ก็ยังมีบริษัทอื่น ๆ ที่นำ AI ไปใช้ในการช่วยลดต้นทุนดำเนินงานด้วย และจะเห็นการปลดคนงานที่ AI ทำแทนได้

ผมกำลังชี้ให้เห็นว่าหุ้นสหรัฐเหลือตัวเดียวที่จะทำให้ราคาไปต่อได้ คือ EPS Growth เพราะฉะนั้นต้องบอกว่าตอนนี้จาก PE ที่สูง ทำให้หุ้นสหรัฐมีความเสี่ยงที่สูงขึ้น ถ้าใครจะลงทุนต้องพิจารณาให้ดี แต่อีกมุมนึง EPS Growth ยังเติบโตได้สูง ก็อาจะทำให้ PE ลดทอนความแพงของหุ้นลงมาได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาก่อนการประชุม APEC จะเกิดขึ้นไม่กี่วันนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งตลาดปรับเพิ่ม “โอกาสที่ FED จะลดดอกเบี้ย” ต่อเนื่องในรอบนี้เป็น 100% แล้ว!

แต่… คำถามสำคัญคือ “ลดดอกเบี้ย” ด้วยเหตุผลอะไร? ในเมื่อ “ทรัมป์” ยังบอกอย่างมั่นใจว่า “เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในสภาพที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ” ท่ามกลางปัญหา US Shutdown ที่ตลาดคาดว่าจะยืดยาวขึ้นเป็น “40 วัน” แล้ว จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 10 วัน ซึ่งเราต้องรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เงินเฟ้อ ตลาดแรงงานที่จะออกมา

จะเห็นภาพสิ่งที่ทรัมป์พูดเป็นคนละม้วนกับสถานการณ์เศรษฐกิจ บริษัทใหญ่ต่างปลดคนงานและใช้ AI แทน และปัญหาหนี้สาธารณะที่ยังที่หน่วงบรรยากาศการลงทุนในช่วงเวลานี้มีความผันผวนสูง

คงจำกันได้หลังจากที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีจีน 100% เมื่อต้นเดือนตุลาคม ได้ลากตลาดหุ้นสหรัฐร่วงเป็นทะเลแดงเดือดและอีกหลาย ๆ ประเทศรวมถึงจีน แต่เมื่อทรัมป์กลับลำว่า ภาษีสินค้าจีนในระดับสูงนี้ “จะไม่คงอยู่ตลอดไป” ก็พลิกตลาดหุ้นสหรัฐดีดกลับมาบวกอย่างรวดเร็ว

Rebalance หุ้นสหรัฐกำเงินรอเพิ่มทุน

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีก เราอย่าไปคาดเดาเลยครับ ผมว่าเราหันมาวางแผนลงทุนดีกว่า เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ควบคุมได้ การยึดหลักการลงทุนที่ถูกต้องและจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Port ผมเชื่อว่า พอร์ตของคุณไม่น่าจะมีปัญหาครับ ยิ่งใครที่ถือหุ้นสหรัฐอยู่ในพอร์ต Core ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี มาถึงช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่โซนแพงแบบนี้น่าจะเห็นกำไรเติบโตตามตลาดแน่นอน

ผมจะแนะนำให้ “Rebalance” ขายออกทำกำไรส่วนหนึ่ง เพราะหากถือไว้มากเกินไป จะทำให้พอร์ตเสี่ยงบิดเบี้ยวจากน้ำหนักของหุ้นสหรัฐที่ถ่วงเกินสมดุล จนกระทบต่อเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตในระยะยาวได้

ปกติ ผมจะคอยเตือนลูกค้าเมื่อพอร์ตเริ่มเสียสมดุล จะให้คำแนะนำขายทำกำไรในส่วนที่เกิน เนื่องจากหลักการจัด Core & Satellite Port เป็นที่นิยมมาก และจะจัดน้ำหนักลงทุนของพอร์ต Core สัดส่วน 80% ของพอร์ตรวม ไส้ในจะกระจายสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะให้น้ำหนักหุ้นครึ่งหนึ่ง และพอร์ต Satellite สัดส่วน 20% เน้นลงทุนหุ้นหรือทองคำที่อยู่ในกระแสแรง ๆ มีโอกาสคว้ากำไรในระยะสั้น

สำหรับเงินที่ได้กำไรจากการขายออก คุณสามารถเลือกที่จะพักเงินในพันธบัตรก่อน ซึ่งหากเป็นพันธบัตรสหรัฐ ปัจจุบันยังให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับกว่า 3% และรอเข้าลงทุนใหม่ในช่วงที่หุ้นสหรัฐปรับฐานลงหรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ตลาดหุ้นยังมีราคาถูกและสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้ตามโลกยุค AI เพราะฉะนั้น เมื่อมีจังหวะดี ๆ แนะนำ ‘ลงทุนเพิ่ม’ เพื่อทำพอร์ตให้เติบโตในระยะยาว

ส่วนพอร์ต Satellite ผมยังแนะนำให้มีหุ้นจีนติดพอร์ตนี้ไว้ด้วยครับ เพราะจีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ ซึ่งหุ้นจีนยังอยู่ในโซนถูก พอร์ตใครที่ยังลงทุนหุ้นสหรัฐ ผมก็แนะนำขายมีกำไรแล้ว เพราะคุณต้องระวังความเสี่ยงให้มาก ๆ เข้าไว้แล้ว เช่นเดียวกัน เงินที่ได้กำไรจากการขายหุ้นสหรัฐสามารถนำมาลงทุนตลาดหุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน หรือเวียดนามที่ตลาดหุ้นเพิ่งถูกเลื่อนให้เป็นตลาดเกิดใหม่ มีผลในปี 2569

จริง ๆ ที่ผมเชียร์หุ้นจีนติดไว้ในพอร์ต Satellite และหุ้นสหรัฐที่ยังถือไว้อยู่ในพอร์ต Core เนื่องจากแม้ว่าจีนจะเป็นคู่แข่งอันดับต้นที่สร้างความกังวลให้กับสหรัฐ แต่จะเห็นว่าสหรัฐไม่ได้ยอมง่าย ๆ จึงทำให้เกิดสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีขึ้นมาทุกวันนี้ เพื่อที่จะทำให้สหรัฐยังเป็นผู้นำโลกต่อไปได้

แน่นอนว่า วันนี้ เส้นทางสุดท้ายของทั้งสองมหาอำนาจโลก คงไม่สามารถบอกได้ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะ แต่เชื่อว่า สหรัฐยังคงเป็นพี่ใหญ่ต่อไปได้แม้จะไม่ได้อยู่ในภาคพี่ใหญ่นำเดี่ยวเหมือนอดีตแล้ว แต่ก็ยังคงครองความเป็นผู้นำเบอร์ต้น ๆ ของโลกต่อไปได้ รวมถึงผู้นำในการสร้างการเติบโตให้กับนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ด้วย

ซึ่งผมมักนึกถึงคำพูดของคุณปู่ Buffett เสมอที่บอกว่า “Don’t bet against America” หรืออย่าแทงสวนอเมริกา เพราะเราสามารถเกาะการเติบโตไปกับสหรัฐได้ ฉะนั้นดัชนี S&P 500 ยังมีความสำคัญที่จะอยู่ในพอร์ตลงทุนต่อไปได้

ผมมั่นใจว่า เรายังต้องอยู่ในสถานการณ์ของโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้ในปลายเดือนตุลาคม เราอาจจะเห็นสถานการณ์ต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นทั้งทิศทางดอกเบี้ยของเฟด การส่งสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐและข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน ปัญหาชัตดาวน์ แต่ในระยะข้างหน้า ยากจะบอกได้ว่าจะมีข่าวร้ายข่าวดีอะไรขึ้นมาอีก

หากเป็นข่าวดีก็แน่นอนทุกคนแฮปปี้กับราคาที่ยังไปต่อไหว แต่หากโลกเกิดข่าวร้าย ฝั่งหุ้นสหรัฐที่อยู่ในโซนแพง อาจจะปรับตัวลดลงมาแรง ส่วนหุ้นจีนที่อยู่ในโซนถูก อาจจะตกลงมาไม่ได้มากเท่าไหร่ หากคุณจัดน้ำหนักของ 2 ประเทศนี้ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงแล้ว พอร์ตของคุณมีโอกาสที่จะขาดทุนน้อยลงได้ครับ

จัดพอร์ตแนว MPT กระจายลงทุนคู่ DCA ปั้นเงินน้อยเป็นล้านได้

จริง ๆ ผมจะให้ลูกค้า Jitta Wealth วางแผนจัดพอร์ต Core & Satellite อยู่แล้ว โดยพอร์ต Core จะแนะนำให้ลงทุนผ่าน Global ETF เพราะ ผมเน้นบริหารเงินลงทุนอย่างเป็นระบบตาม Modern Portfolio Theory หรือ MPT ซึ่งเป็นงานวิจัยรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ของแฮรี่ มาร์โควิซ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ได้นำเสนอหลักการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท และมีทิศทางการขึ้นลงของราคาไม่สัมพันธ์กันมากนัก ซึ่งจะช่วยประคองพอร์ตให้ไม่ขาดทุนหนัก ๆ ลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้

คุณอาจจะคุ้นเคยกับคำว่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ หลักการคล้ายกันครับ คือการกระจายสินทรัพย์ แต่ MPT จะชี้ชัดว่าควรเป็นสินทรัพย์ที่การขึ้นลงของราคาไม่ค่อยสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ต้องเป็นสินทรัพย์ที่ราคาไม่ค่อยผันผวนในทิศทางเดียวกัน ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สินทรัพย์หนึ่งราคาอาจจะตก แต่อีกสินทรัพย์หนึ่งราคาอาจจะขึ้น แบบนี้แล้วต่อให้ทรัมป์จะประกาศอะไรออกมา หรือเกิดสงครามที่หนึ่งที่ใดของโลก ผลตอบแทนพอร์ตโดยรวมก็จะไม่ผันผวนมากนัก

การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ดีราคาเหมาะสม เป็นหลักการที่ถูกต้องครับ แต่คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว การจัดสรรสินทรัพย์คือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลตอบแทนของพอร์ตในระยะยาวมากที่สุด!

หากคุณสามารถจัดพอร์ตตามหลัก MPT ควบคู่ไปกับการ DCA จะยิ่งทำให้คุณกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ได้อย่างดี และยังกระจายความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลาไปพร้อมกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเก็บออมเงินลงทุนด้วยเม็ดเงินก้อนเล็ก ๆ ให้เติบโตระยะยาว ท่ามกลางตลาดที่ผันผวนไปอีกยาวนาน นี่คือเคล็ดลับความสำเร็จของการลงทุนระยะยาวที่รอให้คุณพิสูจน์อยู่ครับ

ผมลองคำนวณให้ดูเล่น ๆ ถ้าคุณสามารถจัดพอร์ตให้ได้ตามหลัก MPT และสร้างผลตอบแทนได้ในระดับ 7% ต่อปี บวกกับพลังของการ DCA เดือนละ 1,000 บาท ผ่านไป 30 ปี คุณจะมีเงิน 1.18 ล้านบาท หากคุณลงทุนตั้งแต่อายุน้อยๆ เวลาผ่านไปคุณอายุ 40-50 ปี คุณมีเงินก้อนล้านในมือแล้ว

แต่ถ้าขยับเป็น 5,000 บาทต่อเดือน คุณจะเห็นเงินล้านได้ใน 15 ปี และถ้าลงทุน 10,000 บาทต่อเดือน ไม่ถึง 10 ปีก็มีเงินล้านกำในมือแล้วครับ แน่นอนกว่าซื้อลอตเตอรี่ครับ

เพราะการลงทุน ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าเรามีเงินตั้งต้นเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่าเราลงทุนสม่ำเสมอ DCA ได้แค่ไหน ‘เวลา’ และ ‘พลังดอกเบี้ยทบต้น’ จะช่วยขยายผลลัพธ์ให้เติบโตได้มากกว่าที่คุณคิด

ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่ายังมีคนไทยจำนวนมากที่อยากลงทุนหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ติดปัญหามีเงินน้อย ทำให้ไม่กล้าเสี่ยง หรือมีเงินออมเยอะอยู่แต่กลัวลงทุนแล้วเจ๊ง ทำให้ติดกับดักเก็บเงินฝากในธนาคารทนรับดอกเบี้ยต่ำ ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีทางเลือกแต่ไม่กล้าออกจาก safe zone

ผมขอบอกเลยว่า คุณหยุดความเชื่อที่ว่า…ต้องมีเงินเยอะ ๆ ก่อนถึงจะลงทุนได้ หรือเงินน้อย ลงทุนไปก็ได้กำไรนิดเดียว อะไรที่คุณกลัว ขอเพียงคุณทำการบ้านศึกษาการลงทุนนั้น ๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจหรือคุยกับที่ปรึกษาการลงทุนผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ

อย่างน้อยคุณจะได้ตัดสินใจถูกว่า จะวางแผนการเงินการลงทุนอย่างไรให้เงินออมเติบโตในระยะยาวและรองรับชีวิตก่อนวัยเกษียณครับ และยิ่งทำ DCA ไปด้วย ทำให้มีต้นทุนถัวเฉลี่ย ก็จะยิ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ยามตลาดผันผวน พอร์ตคุณก็จะผันผวนต่ำกว่าตลาด เท่ากับจะข่วยให้คุณเป็นผู้ชนะไปถึงเป้าหมายเร็วแน่นอน

ผมมั่นใจว่า คุณเริ่มต้นวางแผนลงทุนวันนี้ คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินที่เร็วขึ้น ไม่ต้องทำงานเก็บเงินจนวัยเกษียณเพื่อรอเงินก้อนบำเหน็จบำนาญหรอกครับ

ถ้าอยากมีชีวิตที่มั่นคงในอนาคต ไม่ต้องรอจนตลาดดีน่าลงทุน เพราะฤกษ์ดีที่สุดในการลงทุน คือ “วันนี้” ครับ ถึงเวลาคว้าโอกาสลงทุนเกาะกระแสการเติบโตในยุคที่โลก AI ครองเมือง ปั้นเงินน้อยให้เป็นเงินล้านอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน นักลงทุน