กรุงศรีฯ คาดเงินบาทซื้อขาย 32.40-33.00 บาท จับตาเฟดลดดอกเบี้ย-ยุติมาตรการ QT
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.40-33.00 บาทต่อดอลลาร์ คาดเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 3.75-4.00% พร้อมจับตาโทนการสื่อสารของเฟดและการยุติมาตรการ Quantitative Tightening
ผู้สื่อข่าวรายงาน กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-33.00 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.51-32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างวันเงินบาทปรับตัวผันผวนตามราคาทองคำตลาดโลก เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่
โดยเงินเยนเผชิญแรงกดดันหลังรัฐสภาญี่ปุ่นลงมติเลือกหัวหน้าพรรค LDP เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งได้กล่าวถึงการดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นสร้างความวิตกว่าหากราคาเดินหน้าสูงขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลให้ความคาดหวังด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและจะถ่วงอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงในญี่ปุ่น
ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงหลังอังกฤษรายงานเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด ซึ่งทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) อาจลดดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ดี แรงขายเงินปอนด์ถูกจำกัดขณะที่ความกังวลด้านการคลังมีสัญญาณคลายตัวลง
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 7,777 ล้านบาท และ 6,614 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับในสัปดาห์นี้ ตลาดการเงินโลกจะให้ความสนใจกับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) โดยคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 25bp เป็น 3.75-4.00% ขณะที่เงินเฟ้อเดือน ก.ย. ของสหรัฐ ต่ำกว่าคาดเล็กน้อยเนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นถูกชดเชยบางส่วนด้วยการชะลอตัวของค่าเช่า นักลงทุนจะติดตามโทนการสื่อสารของเฟดและการยุติมาตรการ Quantitative Tightening ต่อไป
ทางด้านบีโอเจและอีซีบีมีแนวโน้มคงนโยบายตามเดิม นอกจากนี้ การพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐกับจีนในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) สร้างความคาดหวังว่าจะมีข้อตกลงเพื่อเปิดทางสู่การเจรจาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นขณะที่ รมต.คลังสหรัฐ กล่าวว่าจะยกเลิกแผนเก็บภาษี 100% สำหรับสินค้าจีน เนื่องจากคาดว่าจีนจะซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐเพิ่มขึ้นและชะลอการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากชุดใหม่
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 อาจเติบโต 1.5% YOY แต่หดตัว 0.5% QOQ ก่อนที่จะขยายตัว 1.3% YOY และ 0.5% QOQ ในไตรมาสปัจจุบัน ขณะที่ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเป็นบวกในไตรมาส 2/69 และเน้นย้ำว่าความเสี่ยงเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากราคาสินค้าไม่ได้ลดลงเป็นวงกว้าง