ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่า ขานรับสัญญาณชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้เฟดยังได้ประกาศว่าจะยุติการลดขนาดงบดุลหรือการใช้นโยบายคุมเข้มเชิงปริมาณ หรือ QT ในวันที่ 1 ธ.ค. ถือเป็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินก่อนหน้านี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/10) ที่ระดับ 32.40/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (29/10) ที่ระดับ 32.29/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักแตะระดับ 99.35 หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามคาด ด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 2 เสียง โดยสตีเฟน มิแรน สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดโหวตสวนมติในที่ประชุมให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 0.50% ขณะที่เจฟฟรีย์ ชมิดท์ ประธานเฟตสาขาเซนต์หลุยส์ มีมติให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.00-4.25%
นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศว่าจะยุติการลดขนาดงบดุลหรือการใช้นโยบายคุมเข้มเชิงปริมาณ (Quantitative Tightening) หรือ QT ในวันที่ 1 ธ.ค. ซึ่งถือเป็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 ต.ค.

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดกล่าวต่อที่ประชุมของสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติสหรัฐ (NABE) ที่เมืองฟิลาเดลเฟียว่า เฟดอาจใกล้ถึงจุดที่จะยุติการลดขนาดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อีกทั้งหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินพาวเวลล์ระบุว่า ขณะนี้เฟดยังไม่ตัดสินใจว่าจะปรับลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ เนื่องจากกรรมการมีความเห็นที่แตกต่างกัน ส่งผลให้นักลงทุนลดคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในเดือน ธ.ค.
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักราว 70% จากเดิมที่ 90% ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 9-10 ธ.ค.
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด สมาคมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสหรัฐ (MBA) รายงานว่า จำนวนผู้ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 7.1% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองลดลง
วันนี้ (30/10) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยภายหลังการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดยสหรัฐจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจาก 57% เหลือ 47% แลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐ พร้อมรักษาการส่งออกแร่ธาตุหายากและเร่งปราบปรามการค้าเฟนทานิลที่ผิดกฎหมาย
พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังปรับลดภาษีศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลลงเหลือ 10% โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการทบทวนข้อตกลงเป็นรายปี
การเจรจาครั้งนี้ส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจจะเริ่มคลี่คลายลง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (30/10) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 2.4% จากเดิมที่ 2.2% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วงปลายปีและการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าคาด โดยคาดว่าภาคการส่งออกจะโตได้ถึง 10% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังเติบโตดี ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะหดตัวอยู่ที่ -0.2% และดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลราว 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปี 2569 สศค.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.0% จากผลของการส่งออกที่อาจหดตัวถึง -1.5% หลังเร่งส่งออกไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้าเพื่อลดผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาขยายตัวที่ 0.5%
ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.36-32.52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/10) ที่ระดับ 1.1611/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (29/10) ที่ระดับ 1.1639/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ขณะที่บรรดานักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในคืนวันนี้ (30/10) โดยคาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.15%
ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1605-1.1637 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1614/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเข้าวันนี้ (30/10) ที่ระดับ 152.53/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (27/10) ที่ระดับ 152.25/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (30/10) ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 29-30 ต.ค. ซึ่งนับเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้สนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แม้ผลการประชุมจะเป็นไปตามคาด แต่ไม่เป็นเอกฉันท์
โดยกรรมการ 2 ราย ได้แก่ นาโอกิ ทามูระ และฮาจิเมะ ทาคาตะ เสนอให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 0.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอน ภายในประเทศและแรงกดดันจากสหรัฐ เกี่ยวกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าซึ่งอาจส่งผลต่อความได้เปรียบทางการค้า โดยล่าสุดสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ได้แสดงความเห็นกดดันให้ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายการเงินอย่างเหมาะสมและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เคยวิจารณ์ว่าญี่ปุ่นใช้นโยบายค่าเงินเยนอ่อนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า
อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นยังคงเผชิญเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายที่ 2% อย่างต่อเนื่องถึง 41 เดือน ขณะที่ภาคส่งออกยังเปราะบาง โดยผู้ว่าการ BOJ คาซูโอะ อูเอดะ ต้องรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจต่อไป ขณะเดียวกันการโหวตสวนมติของกรรมการ BOJ บางรายอาจบ่งชี้ถึงโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้
ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 152.16-153.86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 153.75/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) (30/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (30/10), ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2568 (ประมาณการเบื้องต้น) ของสหรัฐ (30/10), อัตราว่างงานเดือน ก.ย. ของญี่ปุ่น (31/10),
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ต.ค. ของกรุงโตเกียว (31/10), ยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ของญี่ปุ่น (31/10), ยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ของเยอรมนี (31/10), อัตราเงินเฟ้อขั้นต้นเดือน ต.ค. ของฝรั่งเศส (31/10), อัตราเงินเฟ้อขั้นต้นเดือน ต.ค. ของยูโรโซน (31/10), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน ก.ย. ของสหรัฐ (31/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเข้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.4/-7.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.0/-2.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ