การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง จำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือในการบริหารจัดการ
ล่าสุด นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ Nonbank สามารถร่วมลงทุนกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ในกิจการร่วมทุนได้เป็นการชั่วคราว โดยมีระยะเวลา 2 ปี ในการยื่นขอจัดตั้งกิจการร่วมทุน และ 15 ปีในการดำเนินกิจการ

ทั้งนี้ กิจการร่วมทุนต้องให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่ได้รับโอนมาด้วย เช่น ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้
รวมถึงจะขยายให้กิจการร่วมทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จัดตั้งแล้วสามารถรองรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารพาณิชย์ และ Nonbank ได้ จากเดิมที่รับซื้อรับโอนได้จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเท่านั้น
“ธปท.หวังว่ามาตรการข้างต้นจะช่วยให้มีเครื่องมือเพิ่มเติมในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ดูแลลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ด้วยกลไกของกิจการร่วมทุนจะทำให้ลูกหนี้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้ยังสามารถดำเนินชีวิตหรือธุรกิจต่อไปได้ และเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต่อไป”
ขณะที่ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) กล่าวว่า ภายในต้นปี 2569 น่าจะได้เห็นการจัดตั้ง JVAMC โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุย ทั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือในการแก้หนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่หนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ทำได้มากกว่า รวมถึงหนี้ที่มีหลักประกันด้วย

“JVAMC จะเป็นประตูในการแก้หนี้ นอกเหนือจากการใช้กลไกบริหารหนี้ของบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)”
อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังของประเทศมองว่า “การจัดการปัญหาต้องเริ่มจาก การรวมศูนย์ข้อมูลลูกหนี้ ให้ครบถ้วนก่อน” เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครบอกได้เลยว่า ลูกหนี้คนหนึ่งมีหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ โดยอาจเห็นจำนวนชิ้นของหนี้ แต่ไม่เห็นภาพรวมของแต่ละคน ดังนั้น ต้องสร้างระบบที่รวมข้อมูลลูกหนี้ทุกภาคส่วนไว้ด้วยกัน ทั้งธนาคาร น็อนแบงก์ และสถาบันอื่น ๆ ที่ยังไม่อยู่ในระบบบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ต้องเข้ามาอยู่ด้วยกัน
นอกจากนี้ การแก้หนี้จะต้องทำให้เกิด “กลไกตลาดที่แท้จริง” และ “กติกาที่เท่าเทียมกัน” โดยเฉพาะการให้ข้อมูลเข้าสู่ระบบเครดิตอย่างทั่วถึง เพราะถ้าไม่มีการรวมศูนย์ข้อมูล จะไม่มีทางปลดพันธนาการลูกหนี้ได้เลย จะต้องไม่หลงกับตัวเลขยอดรวมจนลืมสาระสำคัญของชีวิตประชาชน
“ทุกวันนี้ยังมีเจ้าหนี้บางกลุ่มที่ได้สิทธิพิเศษตามกฎหมาย เช่น การตัดเงินเดือนโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการใด ทั้งที่เจ้าหนี้รายอื่นปล่อยสินเชื่อมานานกว่าเป็น 10 ปี สิ่งเหล่านี้คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข ดังนั้น Regulator ต้องทำให้กติกาเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย”
นายผยงกล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) กับพันธมิตร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ภายใต้ชื่อ ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ “VBCo” ตอนนี้อยู่ในขั้นตอน “เตรียมความพร้อม” เพราะเป็นการจัดตั้งธนาคารใหม่ จึงต้องมีทุกอย่างให้ครบถ้วน โดยยืนยันว่า ธนาคารมีความพร้อมที่จะยื่นเรื่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาตามกระบวนการที่กำหนด
“เรากำลังเตรียมความพร้อมในทุกด้าน เพราะการตั้งแบงก์ใหม่ หมายถึงต้องสร้างทุกสิ่งอย่างขึ้นใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบการดำเนินงาน โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมของบุคลากร ซึ่งเรามีการพูดคุยกับแบงก์ชาติกันต่อเนื่อง เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้า เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกติกา ซึ่งขึ้นอยู่กับกลไกและกรอบเวลาของหน่วยงานกำกับดูแล”
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย คือ เจาะกลุ่มผู้เข้าไม่ถึงระบบการเงิน ด้วยฐานข้อมูลและระบบนิเวศใหม่ ซึ่งจะมี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.คนที่เข้าไม่ถึงเพราะไม่สามารถเข้าใจหรือถูกกรองออกจากระบบ และ 2.เข้าไม่ถึงเพราะสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อ การมีข้อมูลเพิ่มขึ้นและเครื่องมือใหม่ ๆ จะช่วยแยก 2 กลุ่มนี้ออกจากกันได้ชัดเจนขึ้น คนที่ตกหล่นไปก็จะกลับเข้ามาในระบบได้มากขึ้น
ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของธนาคาร คลิกซ์ จะไม่จำกัดเฉพาะลูกค้าเดิมของกรุงไทย แต่จะเปิดกว้างให้กับลูกค้าทุกกลุ่มที่อยู่ในระบบนิเวศข้อมูลใหม่ และหากลูกค้ารู้สึกว่าได้รับเงื่อนไขหรือบริการที่ดีกว่าก็สามารถเลือกได้ตามกลไกตลาด
“Virtual Bank ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือกลไกใหม่ที่ช่วยกลั่นกรองและเสาะหากลุ่มคนที่เคยตกหล่นจากระบบเดิม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานอิสระที่มีจำนวนมากในประเทศไทย เราจึงไม่ได้จำกัดว่ากลุ่มเป้าหมายต้องเป็นใคร แต่จะยึดกลุ่มที่อยู่ในระบบนิเวศของข้อมูล ซึ่งเรามีทั้งจาก AIS และ PTTOR รวมถึงระบบข้อมูลของพันธมิตรอื่น ๆ ที่จะช่วยให้เราบ่งชี้ลูกค้าได้คมชัดมากขึ้น”