Skip to content

AIMC ชี้ดอกเบี้ยสหรัฐ กำหนดทิศทางตลาดโลกปีหน้า แนะกระจายพอร์ต

09 พ.ย. 2568 | 14:16น.
AIMC ชี้ดอกเบี้ยสหรัฐ กำหนดทิศทางตลาดโลกปีหน้า แนะกระจายพอร์ต

นายกสมาคม บลจ. ชี้ปีหน้าตลาดยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งดอกเบี้ยสหรัฐ-สงครามการค้า-ความไม่แน่นอนทางการเมือง แนะนักลงทุนรักษาสมดุลพอร์ต กระจายลงทุนหลากสินทรัพย์ พร้อมชูทองคำเป็นสินทรัพย์ลดความผันผวน มองหุ้นไทยยังมีโอกาสเติบโต

นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยภายในงานสัมมนา Better Trade 2025 Intelligent Investor : ปลดล็อกความคิด พิชิตโอกาส ฉลาดลงทุน ในหัวข้อ Striking the Balance Between Defense and Offense กลยุทธ์ตั้งรับความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด เห็นโอกาสลงทุนปี 2026 ว่าแนวโน้มการลงทุนในปีหน้ายังต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐที่อาจปรับลดได้ช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน การเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสำคัญ แต่ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และไม่สามารถประเมินได้ชัดว่าจะให้ผลตอบแทนตามคาดหรือไม่ นอกจากนี้ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังไม่ยุติ ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจกลับมากดดันตลาดโลกในปีหน้า

ส่วนในประเทศ ปัจจัยการเมืองและนโยบายของภาครัฐยังคงมีผลต่อตลาดทุน โดยการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในปี 2569 จะเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเริ่มกลับมาให้ความสนใจลงทุนในไทยมากขึ้น

นางชวินดากล่าวว่า หากนักลงทุนจัดสัดส่วนพอร์ตแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากันในทุกตลาดทั่วโลก จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในรอบ 8 ปีที่ผ่านมาอยู่ในแดนบวก แม้จะมีปีที่ขาดทุนจากปัจจัยภายนอก เช่น ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 10 ครั้ง เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกเผชิญแรงกดดันรุนแรง

“ดอกเบี้ยเป็นตัวแปรสำคัญที่กระทบเศรษฐกิจโลก ทั้งในฐานะต้นทุนและปัจจัยเงินเฟ้อ ดังนั้น ปีหน้าเรายังต้องจับตานโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพราะ Fed เป็นตัวนำทิศทางตลาดทุนทั่วโลก” นางชวินดากล่าว

นางชวินดากล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีสำหรับเกือบทุกสินทรัพย์ ยกเว้นตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังเคลื่อนไหวอ่อนแรง โดยดัชนี SET จากระดับราว 1,400 จุดสิ้นปีก่อน ลดลงมาอยู่ราว 1,300 จุด อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยยังมีเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จึงยังเป็นตลาดที่น่าสนใจในมุมมองของการลงทุนระยะยาว

“ตลาดหุ้นไทยถือว่ามีมูลค่าถูกเมื่อเทียบกับตลาดโลก หากเลือกลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่เน้นหุ้นปันผลสูงก็ยังสร้างผลตอบแทนได้ดี เพราะค่าเงินปันผลยังจูงใจ แม้ไทยจะขาดหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเหมือนต่างประเทศ แต่ตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้” นางชวินดากล่าว

ทั้งนี้ นางชวินดาแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตการลงทุนอย่างสมดุล กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีในพอร์ตเพื่อช่วยลดความผันผวน เนื่องจากมักเคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่ควรลงทุนเกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยงของตน

“ตลาดโลกในปีหน้าและปีถัดไปยังมีความเปราะบางสูง นักลงทุนไม่ควรทุ่มน้ำหนักกับตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป การกระจายการลงทุนอย่างรอบคอบจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต” นางชวินดากล่าว