หุ้น M ร่วง ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 3 ฮวบ สงครามบุฟเฟต์ดันต้นทุนพุ่ง-กดกำไรขั้นต้น
“หุ้น M” บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 ปี’68 กำไรสุทธิลดลง 33.7% ขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิเท่ากับ 735 ล้านบาท ลดลง 32.4% ชี้ช่วงไตรมาส 3 ยอดขายสาขาเดิมกระเตื้อง รายได้จากการขายและบริการขยับขึ้น 5.5% จากการจัดโปรโมชั่นบุฟเฟต์ 299 บาท แต่กำไรขั้นต้นลดลง ล่าสุด ราคาหุ้น (13 พ.ย.) ปรับลง -16.61%
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและบริการเท่ากับ 3,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 202 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยอดขายสาขาเดิมได้ปรับพื้นขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับของปีก่อนหน้า โดยหลักเป็นผลมาจากการจัดทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ในราคา 299 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ในเดือนกันยายนได้มีการปรับเพิ่มเมนูบุฟเฟต์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งลูกค้ายังสามารถเพิ่มเมนูกุ้งสด เอ็มเค ในราคาเพียง 59 บาท ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในเดือนกันยายนมีการเติบโตถึง 12.0%
ส่วนรายได้จากการขายและบริการสำหรับงวด 9 เดือนของปี 2568 นั้นเท่ากับ 11,218 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และยอดขายสาขาเดิมก็ได้ปรับลดละ 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง อีกทั้งในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. ยังไม่ได้มีการจัดทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยอดขายสาขาเดิมมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก
ขณะที่ในโตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรขั้นต้นเท่ากับ 2,482 ล้านบาท ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับของปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายและบริการก็ได้ปรับลดลงจาก 67.8% ในไตรมาส 3 ของปี 2567 เป็น 63.9% ในไตรมาสนี้ ซึ่งสาเหตุหลักเป็นผลมาจากการจัดทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์
ส่วนกำไรขั้นต้นสำหรับงวด 9 เดือนของปี 2568 นั้นเท่ากับ 7,309 ล้านบาท ลดลง 7.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายและบริการปรับลดลงจาก 67.5% ในงวด 9 เดือนของปี 2567 เป็น 65.1% สำหรับงวดเดียวกันของปีนี้ โดยหลักเกิดจากการจัดทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568
ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สำคัญ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ค่าวัสดุสิ้นเปลือง และค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวรและค่าตัดจำหน่าย ในไตรมาส 3 ของปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเท่ากับ 2,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78 ล้านบาท หรือเพิ่มคิดเป็น 3.6% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกับของปีก่อนหน้า โดยหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมได้ปรับลดลงจาก 57.8% ในไตรมาส 3 ของปี 2567 เป็น 57.3% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายบางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริหาร
สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในงวด 9 เดือนของปี 2568 เท่ากับ 6,625 ล้านบาท ลดลง 35% จากงวดเดียวกับของปีก่อน ในขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมปรับเพิ่มขึ้นจาก 57.2% ในงวด 9 เดือนของปี 2567 เป็น 57.8% สำหรับงวดเดียวกับของปี 2568 เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ ซึ่งไม่ผันแปรตามการลดลงรายได้จากการขายและบริการ
ทั้งนี้ บริษัทและบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายทางการเงินเท่ากับ 22 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2568 และ 71 ล้านบาท สำหรับงวด 9 เดือนของปี 2568 ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากหนี้สินตามสัญญาเช่า เนื่องจากมีการนำมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 มาถือปฏิบัติใช้
M ชี้ว่า จากปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท และบริษัทย่อยตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้กำไรสุทธิของบริษัท และบริษัทย่อยปรับลดลงจาก 341 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ของปี 2567 เป็น 226 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ ลดลง 115 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 33.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกับของปีก่อนหน้า
สำหรับงวด 9 เดือนของปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิเท่ากับ 735 ล้านบาท ลดลง 353 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 32.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
รายงานแจ้งว่า หลังจากประกาศผลดำเนินงาน ราคาหุ้น M วันที่ 13 พ.ย. 2568 ปรับตัวลงทันที (ณ 12.16 น.) ลงมาที่ 24.60 บาท ลดลง 4.90 บาท หรือ -16.61%
