Skip to content

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยห่วงการคลังเปราะบาง แนะรัฐเพิ่มรายได้-ขยายฐานภาษี

14 พ.ย. 2568 | 14:55น.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยห่วงการคลังเปราะบาง แนะรัฐเพิ่มรายได้-ขยายฐานภาษี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ภาพรวมการคลังไทยยังเปราะบาง ลดการขาดดุลน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หากเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สาธารณะอาจพุ่งแตะเพดาน 70% ของจีดีพีภายในปี 2570 แนะรัฐเพิ่มรายได้รัฐเร่งลดขาดดุล พร้อมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-ขยายฐานภาษี เพื่อรองรับรายจ่ายจากสังคมผู้สูงอายุและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางฐานะการคลังของไทยว่า ภาพรวมยังคงเปราะบางเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน แม้หลังยุคโควิด-19 (ปี 2020-2022) หลายประเทศต่างมีภาระขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์สามารถปรับลดระดับขาดดุลลงได้แล้ว ขณะที่ไทยยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับปีงบประมาณล่าสุด ไทยมีระดับการขาดดุลอยู่ที่ -4.5% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับบริบทในภูมิภาค ทั้งนี้ หากยึดตามกรอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” ที่จัดทำเมื่อเดือนธันวาคม 2567 จะเห็นว่าการขาดดุลของไทยในช่วง 3-4 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มสูงเกินระดับ 3% ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลเตรียมทบทวนแผนดังกล่าว และนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

จากแผนการคลังระยะปานกลางดังกล่าวประเมินไว้สองกรณี ได้แก่ กรณีแรกหากเศรษฐกิจเติบโตดี NGDP ขยายตัว 5% ต่อปี ระดับขาดดุลการคลังจะค่อย ๆ ลดลงจนกลับเข้าสู่กรอบ 3% ได้ในระยะกลาง ส่วนในกรณีที่สอง หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำ NGDP ขยายเพียง 3% ระดับขาดดุลจะไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นจนแตะเพดาน 70% ของจีดีพีในปี 2570

นางสาวณัฐพรกล่าวว่า ระดับหนี้สาธารณะ 70% ไม่ถือเป็นว่าเป็นระดับที่อันตราย แต่เป็นระดับกันชนทางการคลังเริ่มลดลงแล้วและต้องระมัดระวัง เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภัยพิบัติ หรือวิกฤตคล้ายโควิด-19 ที่อาจต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมากในการรับมือ

นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังแนะนำว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรลดระดับหนี้สาธารณะลงมาอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพี เพื่อสร้างกันชนรองรับรายจ่ายระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ภาระด้าน Climate Change รวมถึงช็อกทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านภาระรายจ่ายระยะยาว นางสาวณัฐพรชี้ว่า “สังคมผู้สูงอายุ” จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องแบกรับ โดยในปี 2572 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้รายจ่ายระบบบำนาญและการออม ค่ารักษาพยาบาล และเบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คาดว่าภายใน 4 ปีจากนี้ รายจ่ายดังกล่าวจะพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นกว่า 30% ของกรอบงบประมาณประเทศ

ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญภาระค้างจ่ายจากกิจกรรมกึ่งการคลังตามมาตรา 28 อาทิ โครงการจำนำพืชผลทางการเกษตรที่มอบให้สถาบันการเงินของรัฐดำเนินงานไปก่อน โดยภาครัฐยังต้องชดเชยอีกประมาณ 8.7 แสนล้านบาท รวมถึงภาระทางการคลังอื่น ๆ อีกคิดเป็นราว 5% ของจีดีพี

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งด้านรายจ่ายอนาคตและภาระคั่งค้าง นางสาวณัฐพรย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับแผนการคลังใหม่อย่างจริงจังและลดการขาดดุลอย่างชัดเจน เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพการคลังและสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การลดขาดดุลอย่างเป็นรูปธรรมเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

ตัวอย่างเช่น อิตาลีสามารถลดอัตราขาดดุลจาก 8.0% เหลือต่ำกว่า 4.0% ของจีดีพี ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี โดยอาศัยแผนเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่ฝรั่งเศสกลับถูกปรับลดทั้งมุมมองและอันดับเครดิต เนื่องจากขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลบางรายถูกปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม ดร.ลลิตาระบุว่า การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ไม่ได้หมายความว่าอันดับเครดิตของภาคเอกชนจะถูกปรับลดไปด้วย โดยขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินและความมั่นคงของแต่ละบริษัท

นางสาวปริชญา ฤทธิ์สุข นักวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงแนวทางลดภาระขาดดุลการคลังของไทยว่า การเพิ่มรายได้ภาครัฐอาจเป็นทางเลือกที่สำคัญ เนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นงบประมาณที่ปรับลดได้ยาก โดยในระยะสั้นรัฐอาจต้องพึ่งพามาตรการแบบเฉพาะจุด (Piecemeal) เพื่อประคองสถานการณ์ไปก่อน แม้จะช่วยได้เพียงบางส่วนก็ตาม

นางสาวปริชญากล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลไทยเกือบทั้งหมดมาจากการจัดเก็บภาษี โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือเป็นแหล่งรายได้ที่จัดเก็บได้มากที่สุด หากมีการปรับเพิ่ม VAT อีก 1% จากปัจจุบันที่อัตรา 7% จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐราว 0.5% ของจีดีพี ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) หากมีการปรับลดเพดานรายการลดหย่อนลง 10% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกราว 0.3% ของจีดีพี

อย่างไรก็ตาม นางสาวปริชญาระบุว่า การจัดการการคลังอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินในระยะปานกลางถึงยาว โดยต้องพึ่งพาการพัฒนาฐานข้อมูลรายได้ประชาชนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อออกแบบนโยบายสวัสดิการที่ตรงเป้าหมาย ควบคู่กับการขยายฐานภาษีและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศ

ข้อมูลแรงงานปัจจุบันชี้ว่าประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40 ล้านคน แต่มีมากถึง 29 ล้านคนที่อยู่นอกฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยแบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐราว 14 ล้านคน และอีกกว่า 15 ล้านคนที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษี การจะผลักดันให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นระบบภาษีหรือระบบสวัสดิการ จำเป็นต้องใช้แรงจูงใจมากกว่าการบังคับ

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกเสนอและถูกมองว่าน่าจะนำมาปรับใช้ได้ คือ “Negative Income Tax” หรือระบบที่รัฐจะมอบเงินช่วยเหลือคืนให้กับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ต้องเสียภาษี โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ประชาชนยื่นภาษี แนวคิดนี้สอดคล้องกับรูปแบบ Earned Income Tax Credit (EITC) ที่หลายประเทศใช้ เพื่อให้สวัสดิการสอดคล้องกับรายได้จริงของประชาชนในแต่ละปี

ระบบดังกล่าวแบ่งการให้สวัสดิการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ช่วงรายได้น้อย (Phase in) ที่รายได้ยิ่งเพิ่มรัฐยิ่งให้เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น ช่วงรายได้ปานกลาง (Plateau) ที่เงินอุดหนุนจะคงที่ และช่วงรายได้สูง (Phase out) ที่เงินอุดหนุนจะค่อย ๆ ลดลงจนหมด และประชาชนจะกลับมาเป็นผู้เสียภาษีตามปกติ

ในระยะ Phase out นั้น ถือเป็นจุดสำคัญที่สามารถดึงประชาชนกลุ่มใหญ่ราว 7 ล้านคน ซึ่งยังไม่เคยอยู่ในระบบสวัสดิการของรัฐ ให้เข้ามายื่นภาษีครั้งแรกเพื่อรับสิทธิเงินอุดหนุน ทำให้ข้อมูลรายได้ของคนกลุ่มนี้ถูกบันทึกในระบบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบแล้ว รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมเพื่อช่วยให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อให้หลุดพ้นจากการพึ่งพาสวัสดิการ และกลายเป็นฐานภาษีที่มั่นคงต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ หากประเทศไทยมีฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบดังกล่าว ก็จะช่วยแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ในปี 2567 ที่ผู้มีรายได้น้อยจำนวนหนึ่งได้รับสวัสดิการจากหลายโครงการพร้อมกัน หากข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกเชื่อมต่ออยู่ในระบบเดียว ก็จะช่วยให้รัฐสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสในการให้สวัสดิการของภาครัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย