คุยกับ ซีอีโอ ‘Alphainvest’ 60 ปี ‘ไทย-สิงคโปร์’ และการเชื่อมโยงตลาดทุน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
การเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ ในวาระครบรอบ 60 ปีความร่วมมือทางการทูต นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงทิศทางความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ตลาดทุนไร้พรมแดน”
“คริสโตเฟอร์ ลี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Alphainvest Holdings หนึ่งในผู้ให้บริการข้อมูลและการสื่อสารด้านตลาดทุนแก่บริษัทจดทะเบียนกว่า 650 แห่งในอาเซียน และกว่า 300 แห่งในประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเยือนสิงคโปร์ของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งนี้ มีความสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งสัญญาณไปยังภาคธุรกิจและนักลงทุนในภูมิภาคว่าไทยพร้อมเปิดความร่วมมือระดับใหม่
“ผมคิดว่าการเยือนครั้งนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก เพราะนายกรัฐมนตรีเพิ่งได้รับการแต่งตั้งและสามารถตอบรับคำเชิญจากนายกรัฐมนตรีของเราได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ในแง่ที่ว่านี้เป็นปีที่ 60 ของความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างสิงคโปร์กับไทย และบังเอิญว่าเป็นปีที่สิงคโปร์ครบรอบ 60 ปีของการได้รับเอกราช ดังนั้นผมจึงเห็นว่ามันมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ”
“ลี” กล่าวว่า การจัดงาน “SET Government Roadshow” ที่สิงคโปร์ในช่วงที่ผู้นำของไทยเยือนสิงคโปร์นั้น ได้สร้างสัญญาณเชิงบวกต่อภาคธุรกิจทั้งสองประเทศ เพราะการมีคณะผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมโรดโชว์ถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ สะท้อนความตั้งใจของไทยในการส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของไทยต่างนำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนให้กับนักลงทุนสิงคโปร์โดยตรง
“ภาพรวมของการนำเสนอต่อภาคเอกชนสิงคโปร์นั้นน่าประทับใจและน่าเชื่อถือ แสดงให้เห็นว่าไทยเดินหน้าผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือโอกาสในการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ทั้งการลงทุนของนักลงทุนสิงคโปร์ในไทย และการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงหุ้นสิงคโปร์ได้ง่ายขึ้น”
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ Depository Receipt (DR) ซึ่งถือเป็นกลไกเชื่อมตลาดทุนไทย-สิงคโปร์ อย่างเป็นทางการ DR Link เกิดขึ้นระหว่างตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เมื่อประมาณสองปีก่อน โดยเป็นความร่วมมือรูปแบบแรกของอาเซียนที่เชื่อมตลาดหลักทรัพย์ของสองประเทศโดยตรง
“DR ช่วยตัดปัญหาใหญ่สองเรื่อง คือความเสี่ยงค่าเงิน และความยุ่งยากในการถือครองหลักทรัพย์ข้ามประเทศ โดยนักลงทุนสามารถซื้อหุ้น PTT, SCG หรือกสิกรไทย ผ่าน DR ด้วยดอลลาร์สิงคโปร์บน SGX ขณะที่นักลงทุนไทยซื้อหุ้น Singapore Airlines หรือ Singtel ผ่าน DR บน SET ด้วยเงินบาทได้ทันที”
ปัจจุบันมี DR ของบริษัทไทย 10 รายการจดทะเบียนบน SGX ได้แก่ AOT, CP ALL, PTTEP, AIS, DELTA, KBANK, SCG, BDMS, CPF และ GULF ขณะที่ฝั่งไทยมี DR ของสินทรัพย์จากสิงคโปร์ 6 รายการ ได้แก่ Singapore Airlines, Singtel, Venture Corporation รวมถึง ETF สำคัญ เช่น SPDR Gold Shares และ iShares MSCI India Climate Transition ETF
“ลี” กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณการซื้อขาย DR จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น ปัจจัยสำคัญที่ยังขาดคือ การให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน การสื่อสารผ่านสื่อมวลชน และบทบาทของบริษัทจดทะเบียนเอง ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสื่อสารเกี่ยวกับ DR ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ลงทุนทั่วไป
นอกจาก DR แล้ว อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือการลงทุนใน REITs และสินทรัพย์จริง (Real Assets) สิงคโปร์และไทยต่างเป็นศูนย์กลางของ REITs ในเอเชีย โดยมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เช่น Frasers Property ขยายธุรกิจข้ามตลาดอย่างคึกคัก การที่กอง REIT จากสิงคโปร์เดินสายโรดโชว์ให้นักลงทุนไทยสะท้อนถึงความต้องการของนักลงทุนภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่กระแสเงินต้องการสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดมั่นคงควบคู่กับโอกาสเติบโตจากเศรษฐกิจอาเซียน
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค “ลี” มองว่าความร่วมมือไทย-สิงคโปร์กำลังก้าวสู่ยุคที่โอกาสการลงทุนไม่ถูกจำกัดด้วยพรมแดน ประเทศทั้งสองได้ลงนาม MOU หลายด้าน เช่น ความร่วมมือด้านดิจิทัล ความมั่นคงทางพลังงาน การแพทย์และสุขภาพ โซลูชั่นสีเขียว และการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าภูมิภาคอาเซียนพร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุนเคลื่อนย้ายอย่างคล่องตัวมากขึ้น
สำหรับ Alphainvest Holdings บริษัททำหน้าที่เป็นสะพานข้อมูลและกลยุทธ์ระหว่างบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุนทั่วอาเซียน ให้บริการด้าน Investor Relations Advisory, Corporate Profiling และ Engagement Program ช่วยให้บริษัทเข้าใจความคาดหวังของนักลงทุนข้ามพรมแดนและสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว
“ลี” ยังชี้ว่า บทบาทของ Alphainvest ในอนาคตไม่ได้จำกัดเพียงการสื่อสารข้อมูล แต่ยังรวมถึงการให้คำปรึกษาด้าน ESG ซึ่งจะเป็นข้อบังคับสำหรับบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งหมดภายในปี 2030 บริษัทจะช่วยให้เข้าใจเหตุผล ความจำเป็น และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้บริษัทสามารถเปิดเผยข้อมูล ESG อย่างโปร่งใสและครบถ้วน
การรีแบรนด์บริษัทจาก ShareInvestor.com เป็น Alphainvest เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนความพร้อมรับมือยุค AI และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งการเปลี่ยนชื่อเป็น Alphainvest ต้องการสะท้อนภาพลักษณ์ที่ทันสมัย กว้างขึ้น และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระดับอาเซียน ขณะที่แบรนด์ ShareInvestor ที่ทำตลาดมากว่า 25 ปี ยังคงรักษาไว้เพราะมีมูลค่าทางธุรกิจสูงและเป็นที่จดจำ
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของตลาดทุนอาเซียนยุคใหม่ ความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อผลิตภัณฑ์ข้ามพรมแดน เช่น DR และ REITs เติบโต ตลาดทุนอาเซียนจะยิ่งเชื่อมโยงกันมากขึ้น และ Alphainvest จะเดินหน้าเชื่อมบริษัทและนักลงทุนให้มีส่วนร่วมในเส้นทางการเติบโตของภูมิภาคอย่างใกล้ชิดที่สุด” ซีอีโอแห่ง “Alphainvest Holdings” กล่าว