เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
“เอกนิติ” ลุย Quick Big Win ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ ฟื้นเศรษฐกิจ หนุนกระตุ้นสั้นได้ผลยาว ชูคนละครึ่งพลัส, Soft Loan ฟื้น SMEs, ท่องเที่ยวเมืองรอง, รีสกิล-อัพสกิลแรงงาน ปลดล็อกการลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Thailand 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ภายในงานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ Prachachat Outlook : Thailand 2026 ว่าหัวข้อวันนี้สำคัญมากว่าเรา จะปรับ จะเปลี่ยน แล้วจะไปต่ออย่างไร และที่สำคัญต้องคิดไกลว่าจะไปต่ออย่างไรเพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เป็นเหมือนเดิม
นายเอกนิติกล่าวว่า โลกเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งในประเทศ และการค้าโลก ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และ Geopolitic ขณะที่ในประเทศก็เจอสังคมผู้สูงอายุ กำลังแรงงานน้อย ปัญหาหนี้ครัวเรือน ขีดความสามารถการแข่งขันลดลง โดยที่ผ่านมาไทยเคยเติบโตได้ แต่วันนี้ถูกประเทศอื่นแซงไปเรื่อย ๆ

สิ่งแรกคือ ปรับมุมมองการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่าปัญหาคืออะไร และออกแบบนโยบายเพื่อให้ไปต่อได้ทันที โดยไม่รออนาคต นี่คือเหตุผลที่มีคำว่า Quick Big Win ในสายเศรษฐกิจ เพราะเตรียมเรื่องนี้ก่อนเริ่มทำงานกับทีมงานเศรษฐกิจ ซึ่งมีเวลาแค่ 4 เดือน ต้องทำให้ใหญ่และวิน ให้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่เกิดการกระจายตัว ลดความเหลื่อมล้ำ
นายเอกนิติกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยชะลอลงเรื่อย ๆ ตัวเลขไตรมาส 1 โต 3.2% ไตรมาส 2 เหลือ 2.8% ไตรมาส 3 เหลือ 1.2% ไตรมาส 4 หากไม่ทำอะไรจะโตใกล้ 0.3% การยอมรับความจริงจึงสำคัญเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดในการทำเศรษฐกิจให้ฟื้นระยะสั้นและโตระยะยาว
โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญของเสาที่ 1 คือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ออกแบบเพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นและสร้างผลยาว โดยเน้นกระจายผลไปทั้งประเทศ พร้อมพัฒนาทักษะพ่อค้าแม่ค้า (Reskill & Upskill) ร่วมกับแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี่ทั้ง 4 ราย ธนาคาร และสตาร์ตอัพ ให้พ่อค้าแม่ค้าขายออนไลน์ได้ รายได้เพิ่ม 3-4 เท่า และรวมถึงไรเดอร์ฟู้ดดีลิเวอรี่เองก็รายได้เพิ่ม 15% เช่นกัน สำหรับการใช้ดิจิทัลช่วยติดตามเงินที่กระจายไป กรุงเทพฯ เพียง 16% ของเงินทั้งหมด ส่วนใหญ่กระจายอยู่ต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายตัว
“การปรับวิธีการทำงานให้เร็วขึ้น ทำให้สามารถออกนโยบายเศรษฐกิจได้ทุกสัปดาห์ การทำงานร่วมกับเอกชน ธนาคาร และสมาคมธนาคารไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการสำเร็จ พ่อค้าแม่ค้าได้รับทักษะใหม่ สามารถขายออนไลน์และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น” นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เที่ยวเมืองรองสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า และการรีโนเวต ปรับปรุงโรงแรม และหักค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทำให้เศรษฐกิจฟื้นระยะสั้นได้ผลยาว กระจายตัว และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
“แนวคิดสำคัญคือ ปรับมุมมอง ยอมรับความจริง และออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องสร้างผลยาว เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และกระจายผลประโยชน์ไปทั่วประเทศ” นายเอกนิติกล่าว
ขณะที่เสาที่ 2 ต้องยอมรับความจริงเรื่องปัญหาหนี้ครัวเรือนและปัญหาเชิงโครงสร้างของ SMEs เพื่อแก้ปัญหาแบบยั่งยืน โดยย้ำว่าแก้สั้นได้ แต่ต้องได้ผลยาว ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
สมาคมธนาคารไทย และธนาคารรัฐ-เอกชน ดำเนินมาตรการดึงหนี้ที่ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 100,000 บาท จำนวนประมาณ 3.4 ล้านราย ออกจากระบบเพื่อรวมหนี้ให้ลูกหนี้แต่ละคนไม่ถูกทวงซ้ำหลายแห่ง ผ่านกลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)
พร้อมปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย ลดค่าธรรมเนียม และสร้างวินัยทางการเงิน (Financial Literacy) ให้ลูกหนี้กลับมามีเครดิตและสามารถกู้เพื่อประกอบอาชีพหรือซื้อบ้านได้ การดำเนินงานครั้งนี้ใช้งบฯจากเงินค้างในกองทุนฟื้นฟูประมาณ 20,000 ล้านบาท ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน และตั้งเป้าฟื้นฟูลูกหนี้ให้กลับมามีชีวิตทางการเงินที่มั่นคง
สำหรับในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 90% กำลังขาดสภาพคล่อง หากไม่ช่วย SMEs ตัวใหญ่และซัพพลายเชน อาจเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลร่วมกับธนาคาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแพ็กเกจ Soft Loan ลดดอกเบี้ย พร้อมมาตรการภาษี เช่น คืนภาษีเร็ว ลดเครดิตเทอม เพื่อกระตุ้นให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อและช่วย SMEs รักษากิจการ
นอกจากจะมีการลงทุนเพื่ออนาคต-Green Energy และ Workforce Transformation เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ประเทศไทยจะเน้นลงทุนในสองด้านหลัก ได้แก่
1.ทรัพยากรมนุษย์-รีสกิลและอัพสกิลแรงงานไทยให้ตรงความต้องการของตลาด ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ตั้งเป้า 100,000 คนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฟู้ดโปรเซสซิ่ง และดิจิทัล
2.โครงสร้างพื้นฐานใหม่-พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ฟาร์มแบบลอยน้ำ (Floating Solar) และการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อีวี ดาต้าเซ็นเตอร์เทคโนโลยี AI
รวมไปถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่จะใช้กลไก Public-Private Partnership (PPP) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานไทย (Thailand Infrastructure Fund) เพื่อดึงเอกชนร่วมลงทุน
สำหรับการลงทุนใหม่ รัฐบาลจะใช้โครงการ Fast Pass ลดขั้นตอนการอนุมัติใบอนุญาต และเร่งการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้โครงการลงทุน 60 โครงการ มูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท เกิดขึ้นได้รวดเร็ว
“สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปีนี้ และสร้างรากฐานให้ประเทศไปต่อได้ในปีหน้า โดยย้ำว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพและเสน่ห์ในการลงทุน หากปลดล็อกอุปสรรคและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างเหมาะสม”