Skip to content

สันติธาร-พิพัฒน์ อ่านเกมโลก ตีโจทย์ใหม่ประเทศไทย

22 พ.ย. 2568 | 16:36น.
สันติธาร-พิพัฒน์ อ่านเกมโลก ตีโจทย์ใหม่ประเทศไทย

ท่ามกลางโลกแห่งความไม่แน่นอน กลับพบกันอีกครั้งกับเวทีสัมมนาปลายปี “Prachachat Outlook : Thailand 2026 ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” รอบนี้ก็ได้เชิญ “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ “ดร.สันติธาร เสถียรไทย” กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กลับมาขึ้นเวทีร่วมกันอีกครั้ง เป็นการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “Geoeconomics-AI Turning Point” สองปัจจัยสำคัญที่สั่นสะเทือนโลกอนาคต

ศก.ไม่มี “Engine of Growth”

ดร.พิพัฒน์ฉายภาพเศรษฐกิจไทยวันนี้เทียบจากต้นปีว่า มีหลายเรื่อง “เซอร์ไพรส์” และที่ตามคาดคือ “เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ” เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลาย ๆ เรื่อง ส่วนเรื่องประหลาดใจ คือตั้งแต่ต้นปีมี “ช็อก” หลายอันที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้ากว่าที่คาดไปอีก เช่น การท่องเที่ยว ที่ไม่คิดจะแย่ขนาดนี้, สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น แต่กลับทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกดีกว่าคาด แต่ทั้งปีคาดโตแค่ 2% แปลว่า ครึ่งปีหลังจะโตได้แค่ 1%

“สาเหตุคือท่องเที่ยวแย่กว่าคาด และส่งออกที่ไปเร่งส่งออกก่อนทรัมป์จะเก็บภาษี ทุกคนก็เร่งส่งออก อย่างเดือนที่แล้วส่งออกโต 19% แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมโต 1% สะท้อนว่าสินค้าที่ส่งออกไม่ได้มาจากเมืองไทย และเซ็กเตอร์สำคัญของไทย เหนื่อยหมดเพราะเจอการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้รู้สึกว่าช็อกมันใหญ่กว่าที่เราคาดอีก”

และมองไปปี 2569 ทุกคนจะมองกันว่า เศรษฐกิจจะชะลอลงไปอีก และจะโตช้าไปอย่างน้อยในช่วงครึ่งปีแรก ประเด็นสำคัญคือ ยังมองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็น “Engine of Growth” ระยะสั้น

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

ใช้ทุกเครื่องมือชิงความได้เปรียบ

ดร.พิพัฒน์ชี้ว่า โลกปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือผลทางด้านการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น จากสมัยก่อนที่มองเครื่องมือแค่สงคราม การสู้รบ แต่วันนี้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือหมด และถูกใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“การใช้เครื่องมือทางการค้ามาบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ล่าสุดที่เห็นคือ เรากับกัมพูชาทะเลาะกัน ทรัมป์พูดเลยว่า เขาใช้เครื่องมือการค้ามาทำให้ 2 ประเทศนี้หยุดทะเลาะกันได้ ซึ่งอันนี้กระทบเราจริง ๆ ส่วนกับจีน สหรัฐใช้ทุกเครื่องมือ ทำให้โลกแยกออกจากกันมากขึ้น และทำให้เราที่เป็นผู้เล่นคนหนึ่งในโลก ต้องคิดหนักขึ้น มีความยากในการวางตัวที่ยากขึ้น”

4D คลื่นใหญ่เปลี่ยนโลก

“กระแสโลกใหม่” กำลังกดดันให้ทุกประเทศต้องปรับตัว ต้องเผชิญ 4D ได้แก่ 1.Demographic โลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วอีกต่อไป รวมถึงประเทศไทย ซึ่งทำให้แรงสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง 2.Deglobalization 3.Digital Technology 4.Decarbonization กระแสพลังงานสะอาด ต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อม

“4D นี้เป็นคลื่นใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโลก จะเป็นตัวบีบให้เราต้องปรับ ต้องเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน โลกที่เราที่เคย Enjoy มา 40-50 ปี ก็จะไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นเราจะปรับ เปลี่ยน เพื่อไปต่ออย่างไร สำคัญมาก เพราะโลกเราไม่เหมือนเดิมแล้ว”

“ลงมือทำ” โจทย์สำคัญ

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้ว่าคำตอบหรือโจทย์ปัญหาของประเทศ จะชัดเจนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเพียงพอคือ การ “ลงมือทำ” หรือ Execution ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายที่คาดหวังได้ และทำไมเศรษฐกิจไทยยังโตช้า และสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์สำคัญของประเทศเริ่มอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง

“มองไปข้างหน้า โจทย์สำคัญคือกำลังแรงงานเรากำลังลดลง แล้วจะหาแรงงานดี ๆ ทักษะดี ๆ เข้ามาทดแทนอย่างไร ซึ่งอาจต้องคิดถึงการดึงคนเข้ามา ในเมื่อแรงงานขาด โดยอาจจะต้องเลือกแรงงานที่มีทักษะเข้ามามากขึ้น”

นอกจากนี้ ต้องเพิ่มการลงทุนที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยสร้างงานดี ๆ (Good Jobs) และสุดท้าย ต้องสร้าง Productivity Growth (อัตราการเติบโตของผลิตภาพ) ไม่อย่างนั้นจะไม่มีทางทำให้มูลค่าที่แท้จริงของค่าจ้าง (Real Wage) เพิ่มขึ้นได้

“การจะทำให้ชีวิตคนดีขึ้นได้ ไม่ใช่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องทำให้ Productivity ของแรงงานดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งต้องมีการลงทุน มีการใช้เทคโนโลยี Upskill Reskill เขา”

ศก.แห่งโอกาสของทุกคน

ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นเวทีที่พรรคการเมืองจะมานำเสนอทางออกของประเทศ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว กลายเป็นว่าถกกันเรื่องเบี้ยคนชราว่าจะกี่บาท การเลือกตั้งครั้งต่อไปควรจะดีเบตกันเรื่องนโยบาย มาตรการต่าง ๆ หรือวิธีทางแก้โครงสร้างของประเทศมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ และช่องทางหรือพื้นที่ของนโยบายมีจำกัดขึ้นเรื่อย ๆ เราไม่สามารถบอกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเปลี่ยนวิธีรับแจกเงินที่เปลี่ยนไปมาไปได้เรื่อย ๆ อีกต่อไป

“ผมอยากเห็นไทยเป็นเศรษฐกิจแห่งโอกาส อยากเห็นโอกาสที่คนจะเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจได้เรื่อย ๆ เพราะแน่นอนว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่โต โอกาสที่คนจะเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจก็ยาก หลายคนบอกว่า ทุกวันนี้ที่คนต้องไปซื้อหวย เพราะเป็นโอกาสเดียวที่เขามี แต่อันนั้นมันไม่น่าจะใช่สังคมที่เราอยากเห็น ผมคิดว่าเราจะต้องทำให้เราโตตามศักยภาพ และหาโอกาสที่จะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมมันดีขึ้นสำหรับทุกคน”

โตกระจุก-สโลว์กระจาย

ขณะที่ ดร.สันติธาร กล่าวทิศทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา พบว่าเรื่องที่เป็น “เซอร์ไพรส์” คือ AI ซึ่งตนเพิ่งไปสหรัฐมาทุกคนพูดตรงกันว่า AI กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพา AI เยอะมาก มีการประมาณการว่า หากครึ่งปีแรกไม่รวม AI เศรษฐกิจสหรัฐจะโตเป็น 0%

“ที่เกี่ยวกับไทย คือส่งออกครึ่งปีแรกของไทยที่ดีมาก นอกจากประเด็นเร่งส่งออกส่วนหนึ่งแล้ว อีกส่วนคือส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เมมโมรี่ที่เกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ มีผลกับซัพพลายเชนทั้งโลก รวมทั้งไทย ฉะนั้นเรากำลังพึ่งพาธีม AI มหาศาล แล้วก็มาเร็วกว่าที่เราคิดเยอะมาก”

รวมทั้งท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปีเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว จากเดิมเป็นปัญหาเรื่องความปลอดภัยที่มองว่าเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นชัดว่ามีปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องความสามารถในการแข่งขันด้วย

อีกเรื่องคือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์แรงกว่าที่คิด ความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายมีมากกว่าที่คิด กลับไปกลับมา พลิกได้เสมอ กลายเป็นความไม่แน่นอนทางนโยบายที่สูงมาก ซึ่งกระทบการลงทุน และเป็นความท้าทายสำคัญที่อาจจะกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

“เมื่อนำภาพของ AI กับการท่องเที่ยวมารวมกัน พบว่า เราโตกระจุก สโลว์กระจาย เพราะว่าส่วนที่โตคือ ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นต่างชาติมี Import Content เยอะ ดังนั้น ครึ่งปีแรกโต 3% แต่ประชาชนไม่รู้สึกว่าโต แต่รู้สึกว่าแย่มาก เพราะที่เหลือที่เป็นท่องเที่ยว มันไม่ไปไหนเลย”

ดร.สันติธาร เสถียรไทย
ดร.สันติธาร เสถียรไทย

ประตูเก่าปิด-ช่วยกันเปิดประตูใหม่

ดร.สันติธารกล่าวว่า โมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเดิมของเอเชีย “เสือเศรษฐกิจ 4 ตัว” อาจจะใช้ไม่ได้แล้วในบริบทปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ปรมาจารย์ที่เขียนตำราเรื่องนี้มาก็บอกว่า ไม่เวิร์กแล้ว เนื่องจากสหรัฐ ตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของโลกหดตัวเหลือประมาณ 15-20% ของการส่งออกโลก ขณะที่มีการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น อีกด้านคือ จีนยังคงแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมการผลิต กดดันให้ประเทศเล็กที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมเผชิญทั้งตลาดที่เล็กลงและคู่แข่งที่เก่งขึ้น ทำให้โอกาสที่ประเทศไทยจะเติบโตจากอุตสาหกรรมการผลิต ให้ GDP โตกระโดดขึ้นไป 4% เป็นเรื่องที่ยากมาก

อย่างไรก็ดี แม้ประตูเก่าจะปิด แต่ประเทศไทยยังมี “ประตูใหม่” ที่สามารถเปิดขึ้นได้ นั่นคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคบริการ ที่กำลังได้รับแรงหนุนจากดิจิทัลกับ AI ภาคบริการ ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ของไทยเคยมีข้อจำกัดเรื่องผลิตภาพต่ำ แต่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโครงสร้างนี้ ไม่ว่าจะในระบบสาธารณสุขที่ AI ช่วยลดภาระหมอและพยาบาล ด้านการศึกษา ช่วยให้ครูมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการค้าปลีกที่สามารถขยายจากรูปแบบหน้าร้านสู่ดิจิทัลและออนไลน์

“ประตูใหม่ ไม่ใช่ว่าให้ทิ้งอุตสาหกรรมการผลิต เพียงแต่จะบอกว่าให้เป็นตัวแบกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องให้ภาคบริการเป็นสมาร์ทเซอร์วิส แต่จะทำอย่างไรให้คนสามารถใช้เทคโนโลยีเป็น ซึ่งก็ต้อง Reskill และ Upskill สร้างการเรียนรู้ด้านดิจิทัล เรื่อง AI โจทย์นี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเกิดอุตสาหกรรมบริการได้ เศรษฐกิจไทยอาจจะโต 4-5% ไม่ได้ แต่ถ้าโต 3% กว่า แล้วโตอย่างมีคุณภาพ กระจายรายได้ คนได้งานดี คนได้พัฒนาทักษะ อาจจะเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่ Realistic และอาจจะดีกว่าเดิมก็ได้ ซึ่งผมคิดว่า ประตูเก่ามันปิดไปแล้ว แต่ประตูใหม่ เรามาช่วยกันเปิดได้ไหม”

สร้าง 4 เสาหลัก ศก.ยุคใหม่

ดร.สันติธารอธิบายว่า การจะเปิดประตูใหม่นี้ สิ่งสำคัญไทยต้องสร้าง “4 เสาเศรษฐกิจยุคใหม่” เพื่อคว้าโอกาสจากโลกาภิวัตน์ใหม่ เป็นโครงสร้างรองรับการเปลี่ยนผ่านประเทศ ได้แก่ 1.New Economy คิดว่ามี 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ AI Economy, Green Economy และ Longevity Economy เกี่ยวกับการแพทย์ สุขภาพ และ Wellness ที่จะเป็นทั้งอนาคตของไทย และเป็นสิ่งที่โลกต้องการ

เสาที่ 2 New Good Jobs ที่เป็นวิธีวัดความสำเร็จของเศรษฐกิจแบบใหม่ ไม่ได้มองแค่ตัวเลข GDP แต่มองถึง “งานดี ๆ” หมายถึงงานที่มั่นคง มีทักษะสูง และมีอนาคต โดยจะทำได้ต้องมีแม่เหล็ก จรวด และสปริงส์บอร์ด โดยประเทศไทยต้องดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน ด้วยกติกาที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยและลงทุน รวมถึง “ดาวเด่น” หรือสตาร์ตอัพไทย จะส่งเขาไปสู่ระดับโลกได้หรือไม่ และสร้างสปริงบอร์ด คือเรื่อง Reskill

และเสาที่ 3 New Market การหาตลาดใหม่ในยุคที่ตลาดใหญ่โตได้ยากขึ้น หรือเพิ่มมูลค่าให้สินค้าที่มีอยู่ผ่านการเจาะตลาดเชิงลึก ซึ่งตลาดอาเซียนยังมีโอกาสอีกมาก

สุดท้าย เสา 4 New Safety Nets คือการสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และสกัดทุนเทาไม่ให้เข้ามารุกรานธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศ และมีตาข่ายรองรับคนที่ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะคนงานทั้งหลายต้อง Safety Net ให้คนเหล่านี้

ไทยต้องหา Position

สำหรับมุมมองข้อเสนอต่อการเลือกตั้งในปีหน้า ดร.สันติธารกล่าวว่า ประเทศไทยต้องมองอนาคตร่วมกัน ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคิด เพราะการขับเคลื่อนในอนาคตไม่ใช่หน้าที่รัฐฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของเอกชนและภาคประชาชน ให้ทุกฝ่ายมองภาพเดียวกันว่า 3-4 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรมีหน้าตาอย่างไร

“การหา Position ให้ประเทศไทย เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดสำหรับประเทศ องค์กร และตัวบุคคล ไม่ใช่ว่าเราไม่เก่งในสิ่งที่ทำ แต่ประเด็นคือ การที่เราเล่นผิดเกม โลกเปลี่ยน มีอุตสาหกรรมใหม่ มีผู้เล่นใหม่ และสถานการณ์ใหม่ ถ้าเราว่ายผิดทาง ว่ายทวนกระแสก็คงลำบาก แต่ถ้าเราว่ายตามกระแส ก็จะว่ายไปได้เร็ว ฉะนั้นทำอย่างไรให้เราเล่นไม่ผิดเกม เราต้องช่วยดูกันว่า อนาคตเป็นอย่างไร ต้องตอบให้ได้ว่าหลังจากจบรัฐบาลหน้า 4 ปี ประเทศไทยจะอยู่ที่ไหน จะเป็นใครในโลก”