Skip to content

ธปท. ผุดกลไกค้ำสินเชื่อ SMEs วงเงิน 1 แสนล้าน หนุนแบงก์กล้าปล่อยกู้

24 พ.ย. 2568 | 11:33น.
ธปท. ผุดกลไกค้ำสินเชื่อ SMEs วงเงิน 1 แสนล้าน หนุนแบงก์กล้าปล่อยกู้

ธปท.เร่งออกแบบ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ SMEs” วงเงินแสนล้าน ลดความเสี่ยงธนาคาร-ปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อ หลังยอดปล่อยกู้ธุรกิจหดตัวต่อเนื่องยาว 13 ไตรมาส หวังหนุนภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงในปีหน้า

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย อยู่ระหว่างการออกแบบ “กลไกค้ำประกันความเสี่ยงสินเชื่อ SMEs” ใช้งบประมาณประมาณ 20,000 ล้านบาท จากการปรับลด FIDF fee ในปี 2569 มาตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายด้านเครดิต รองรับการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยมุ่งกระตุ้นให้ธนาคารกลับมาปล่อยกู้ธุรกิจที่มีศักยภาพมากขึ้น

โดยสินเชื่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง และถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก โดยสินเชื่อในระบบธุรกิจไทยติดลบรวม 5 ไตรมาสติดต่อกัน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ติดลบยาวนานถึง 13 ไตรมาส ล่าสุดยังลดลงราว 4% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงยังไม่เกิดขึ้น ธุรกิจจำนวนมากต้องการกู้แต่กู้ไม่ผ่าน เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้ธนาคารระมัดระวังมากขึ้น ต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) สูงขึ้น และกังวลว่าสินเชื่อจะกลายเป็นหนี้เสีย

กลไกใหม่นี้ถูกออกแบบให้ตรงจุด กระจาย เกิดผลชัดเจน และคล่องตัว โดยเน้นช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารเฉลี่ยราว 20% และอยู่ในช่วง 10-30% ตามระดับความเสี่ยงของสินเชื่อ เช่น สินเชื่อมีหลักประกันค้ำประกันในอัตราต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อไม่มีหลักประกันจะค้ำประกันสูงขึ้น เป็นระบบลักษณะ “โควตา” ที่ธนาคารสามารถเคลมได้ตามสัดส่วนที่ปล่อยกู้จริงแบบ First Come First Served เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจได้ทันการณ์

กลุ่มเป้าหมายของสินเชื่อคือ SMEs ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการแข่งขันและเป็นทิศทางที่ประเทศต้องการผลักดัน เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป ค้าส่งค้าปลีก โรงแรมและท่องเที่ยว สุขภาพ นวัตกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรม EV รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในขั้นยกระดับศักยภาพให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transition) คาดว่าจะมีการกำหนดวงเงินสูงสุดต่อรายเพื่อให้เกิดการกระจายตัวที่เหมาะสม อยู่ที่ประมาณ 50-100 ล้านบาทต่อราย

นายวิทัยกล่าวเพิ่มเติมว่า คาดว่าจะจัดทำรายละเอียดเชิงโครงสร้างและกติกาของกลไกค้ำประกันดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และเริ่มปล่อยสินเชื่อได้ตั้งแต่ต้นปีหน้า พร้อมย้ำว่ามาตรการลักษณะนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันที แต่จะช่วยค่อย ๆ บรรเทา และประคับประคองเครื่องยนต์สินเชื่อที่หดตัวติดต่อกันยาวนาน 13 ไตรมาส ให้กลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงของประเทศในระยะต่อไป

นอกจากนี้ มาตรการที่ ธปท.เดินหน้าแล้ว คือโครงการโอนหนี้ครัวเรือนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท จำนวน 1.6 ล้านบัญชี ไปบริหารโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (แซม) ซึ่ง ธปท.ถือหุ้นทางอ้อมผ่านกองทุนฟื้นฟู โดยใช้แหล่งเงินจากกอง FIDF ที่ยังเหลืออยู่ มาตรการนี้มุ่งช่วยให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสถานะหนี้เสีย และกลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

โดยคาดว่าจะมีลูกหนี้อย่างน้อย 500,000-800,000 รายที่สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้ ธปท.ปรับโครงสร้างการดำเนินงานของ SAM ใหม่ทั้งหมด ทั้งระบบซอฟต์แวร์และกระบวนการบริหารหนี้ เพื่อรองรับจำนวนลูกหนี้รายย่อยจำนวนมาก และยกระดับบทบาทของ SAM สู่การเป็น “Social AMC” ที่ช่วยลดแรงกดทับด้านหนี้ครัวเรือนในระบบอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการนี้จะเริ่มตัดบัญชีได้ในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า