NCB ชี้ข้อเสนอทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง เช่น ลดระยะเวลาเก็บข้อมูลเหลือ 6 เดือน หรือให้ลบประวัติทันที มีความเสี่ยงสูง ทำให้สถาบันการเงินมองไม่เห็นพฤติกรรมลูกหนี้จริง กระทบการปล่อยสินเชื่อ SMEs
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า ในช่วงเลือกตั้งมักมีข้อเสนอทางการเมืองที่เข้าใจบทบาทของเครดิตบูโรคลาดเคลื่อน เช่น การลดระยะเวลาเก็บข้อมูลเหลือ 6 เดือน หรือให้ลบข้อมูลทันทีเมื่อปิดหนี้ แต่ตามมาตรฐานสากล การเก็บประวัติย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปีถือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ เพราะข้อมูลย้อนหลังเป็นหัวใจของการรู้จักตัวตนลูกหนี้ (Know Your Customer) และช่วยให้ปล่อยสินเชื่อได้แม่นยำขึ้น หากลบข้อมูลจะทำให้สถาบันการเงินมองไม่เห็นพฤติกรรมลูกหนี้จริง และจะยิ่งปล่อยกู้ยากกว่าเดิม
“มาตรฐานสากลบอกว่าการรู้จักตัวตนของลูกหนี้ต้องรู้จักประวัติอย่างน้อย 3 ปี แต่ข้อเสนอปฏิรูปใหม่คือจะเหลือแค่ 6 เดือน แบบนี้จะบอกว่าเดินหน้าหรือถอยหลัง หรือข้อเสนอที่ว่า หากชำระหนี้เสร็จสิ้นให้ลบข้อมูลประวัติลูกหนี้ทิ้งทันที ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ค้างชำระในเดือน เม.ย. แต่พอถึงเดือน พ.ค.กลับมาชำระหนี้ ก็ถือว่าเป็นหนี้ดี ดังนั้น ก็ควรจะไปลบประวัติในเดือน เม.ย.ที่ค้างชำระทิ้งไปทันที แบบนี้เราจะกลับไปเหมือนคนตาบอดก่อนปี 2540 ตรงนี้มองว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงในการวิเคราะห์สินเชื่อของสถาบันการเงิน จากการมีข้อมูลที่น้อยเกินไป จากปกติที่ต้องมีข้อมูลเยอะ เพื่อช่วยให้การปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น” นายสุรพลกล่าว
นายสุรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน NCB ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลสาธารณูปโภคเข้ากับระบบได้ โดยการเก็บข้อมูลสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ หรือค่าโทรศัพท์ ในหลายประเทศถือเป็นข้อมูลสินเชื่อ เพราะผู้ใช้ได้รับสิทธิใช้ก่อนแล้วจ่ายทีหลัง เป็นลักษณะการให้เครดิต แต่ในประเทศไทยกฎหมายตีความอย่างแคบ ทำให้ไม่สามารถใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์สินเชื่อได้อย่างเต็มที่
ทั้งที่หากตีความอย่างกว้างจะช่วยให้ระบบเครดิตบูโรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลสาธารณูปโภคสามารถออกแบบให้ผู้ขอกู้ให้ความยินยอมกับผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสและส่งผ่านท่อของเครดิตบูโร ก่อนที่สถาบันการเงินจะถอดรหัสเพื่อใช้งาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือกระบวนการยังติดขัด เนื่องจากต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต