Skip to content

บัวหลวง มอง SET ปี’69 ที่ 1,440 จุด แนะรัฐดัน FDI-ท่องเที่ยว-ส่งออก

25 พ.ย. 2568 | 16:32น.
บัวหลวง มอง SET ปี’69 ที่ 1,440 จุด แนะรัฐดัน FDI-ท่องเที่ยว-ส่งออก

บล.บัวหลวง แนะรัฐบาลเร่งปลดชนวนหนี้ครัวเรือน ยกระดับเทคโนโลยี-ดัน FDI ท่องเที่ยว ส่งออก และจัดการทุจริต ชี้ปีหน้าต้อง “ทรานส์ฟอร์ม” เพราะงบกระตุ้นเหลือจำกัด คงเป้าหมาย SET Index ปี 69 ที่ระดับ 1,440 จุด แนะนักลงทุนเน้นหุ้นคุณภาพสูง-ปันผลดี ด้วย Barbell Strategy กระจายความเสี่ยง

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หากมองการแข่งขันของตลาดทุนไทยเทียบกับประเทศในเอเชียในปีหน้าไทยอาจยัง “ไม่โดดเด่น” แม้อาจได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียในภาพรวม หากมีเงินทุนจากฝั่งยุโรปหรือสหรัฐเคลื่อนสู่ภูมิภาค แต่เมื่อเทียบในเชิง “Story” ของการลงทุน ไทยยังเป็นรองตลาดอื่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีที่กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ

นายชัยพรกล่าวว่า ถึงแม้ไทยจะมีการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) แต่ยังขาดบริษัทรายใหญ่ในธุรกิจต้นน้ำของเทคโนโลยี อย่างธุรกิจชิปอิเล็กทรอนิกส์ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก ทำให้เม็ดเงินหลักของนักลงทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลไปสู่ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่มีสัญญาณการลงทุนเด่นชัดกว่า เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งกำลังดึงดูดเงินทุนได้อย่างต่อเนื่อง

หลายประเทศในเอเชียเริ่มฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบเร่งตัว ขณะที่ไทยยัง “ติดหล่ม” และสูญเสียโมเมนตัม แม้เผชิญสังคมสูงวัยเหมือนกัน แต่ประเทศอื่นสามารถฟื้นตัวต่อเนื่องได้ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข โดยตัวชี้วัดสำคัญคือ “อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น” (ROE) ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ลดลงมากจากระดับ 20% ในอดีต เหลือต่ำกว่า 10% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ต่างชาติขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถหาตลาดที่มีผลตอบแทนและศักยภาพเติบโตดีกว่า

เมื่อถามถึงข้อเสนอที่อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ นายชัยพรกล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำ “ทันที” คือการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง หากไม่เร่งแก้ ไทยอาจติดอยู่ในวังวนชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ การส่งออก การท่องเที่ยว และภาคบริการ หากครัวเรือนติดภาระหนี้สูง เศรษฐกิจยากจะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

“ณ เวลานี้ เราเจอในเรื่องของสังคมผู้สูงอายุอยู่แล้ว ซึ่งจุดเด่นของเรามันอยู่แค่ภาคการบริโภคภายในประเทศกับภาคการส่งออก ท่องเที่ยว และบริการ ผมคิดว่าถ้าเราไม่เร่งแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนอย่างจริงจัง สิ่งที่เราทำไปก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้” นายชัยพรกล่าว

อีกประเด็นสำคัญคือการผลักดันให้ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน โดยอ้างอิงผลสำรวจของทีมวิจัยของบริษัท พบว่าภาคเอกชนไทยแม้ตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าว แต่การนำ AI ไปใช้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ และใช้งบประมาณไปกับระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลมากกว่าการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research ของบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า สำหรับปีหน้าไทยอาจไม่สามารถพึ่งพามาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบได้มากเหมือนเดิม เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โดยงบประมาณที่เหลือสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เหลือเพียงราว 40,000 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้ปีหน้าจะเป็นปีที่ไทยต้องเดินหน้า “Transform” โครงสร้างเศรษฐกิจจริงจัง ซึ่งโครงการ Thailand Fastpass ของ BOI และการเจรจา FTA กับหลายประเทศ ที่รัฐบาลกำลังผลักดันถือว่ามาถูกทาง

“ปีหน้าจะเป็นปีที่เรียกว่าวัดฝีมือเหมือนกัน เพราะจะมานั่งเอาเงินมาอัดฉีดเข้าระบบอย่างเดียว มันคงไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว จึงจะเป็นปีแห่งการ transform จริง ๆ โดยต้องทำทุกอย่างให้มัน efficient มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของ Fastpass ต่าง ๆ ที่ BOI กำลังพยายามทำอยู่ หรือ FTA พยายามไปเจรจากับต่างประเทศ ผมคิดว่าอันนี้มาทุกทาง แล้วอยากให้เห็นภาพเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ” นายพิริยพลกล่าว

เศรษฐกิจในประเทศปีหน้าอาจจะไม่ได้มีแรงหุนนจากปัจจัยภายในมากนัก ทำให้ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากต่างประเทศ ทั้งการท่องเที่ยว FDI และภาคการค้า โดยเฉพาะการท่องเที่ยวซึ่งสามารถฟื้นตัวได้เร็วที่สุด และควรยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยเฉพาะหากสามารถดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาได้ ก็จะเป็นแรงผลักสำคัญต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย

นายพิริยพล กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นและสร้างความโปร่งใสควรเป็นอีกเป้าหมายเร่งด่วน หากรัฐบาลสามารถจัดระเบียบระบบราชการและการอนุมัติต่าง ๆ ให้โปร่งใสได้ จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นายพิริยพล กล่าวว่า กลยุทธ์ลงทุนปี 2569 แนะนำเน้นหุ้นคุณภาพสูงและหุ้นปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยแบ่งเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่

1. กลุ่มผู้นำการเติบโตธีมดาต้าเซ็นเตอร์และ Digital Transformation กลุ่มโรงไฟฟ้าและน้ำจะเติบโตตามความต้องการจาก Data Center ที่ได้รับ BOI รวมถึงกลุ่มสื่อสาร (หุ้น WHAUP, GULF, ADVANC)

2. กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง โดยระดับ Valuations ของปิโตรเคมีอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดและการขยายกำลังการผลิตชะลอ ทำให้จำกัด Downside ผลกำไร (หุ้น PTTGC, SCC, ITC)

3. กลุ่มกำไรเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากมาตรการรัฐ เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คนละครึ่งพลัสเฟส 2 Easy E-Receipt และการแก้หนี้ครัวเรือน (หุ้น CPN, CENTEL, AOT, MTC, TIDLOR)

4. กลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ ได้ประโยชน์จากโครงการออมระยะยาว TISA โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและสื่อสาร (หุ้น KTB, SCB)

ทั้งนี้ บล.บัวหลวง ระบุว่า สำหรับปี 2569 คาดเศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นการ “ทยอยฟื้นตัว” ในไตรมาสแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล (Data Center) และอิเล็กทรอนิกส์ (เซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งจะทยอยลงทุนจริงต่อเนื่องหลังได้รับอนุมัติจาก BOI ภาคท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 2.4% จากปีก่อน โดยเฉพาะตลาดอินเดีย รัสเซีย และยุโรป

ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำ และภาคการส่งออกที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 และมีแนวโน้มฟื้นตัว

จากปัจจัยดังกล่าวยังคงเป้าหมาย SET Index ปี 2569 ที่ระดับ 1,440 จุด พร้อมคาดกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 90 บาทต่อหุ้น แม้ยังมีปัจจัยกดดัน เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การบริโภคในประเทศทรงตัวจากภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนทางการเมือง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำใช้ Barbell Strategy กระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูงและต่ำ โดยสัดส่วนคือ หุ้น 60% (หุ้นไทย 10%, หุ้นต่างประเทศผ่าน DR 50% ในธีม AI, Digital China, อินเดีย, เวียดนาม), ตราสารหนี้ 30% และทองคำ 10% ซึ่งราคาทองคำคาด 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 78,000 บาท) ในปี 2569 ซึ่งอาจแตะ 6,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2570-2571 สะท้อนทองคำเข้าสู่ Super Cycle ระยะที่ 3

ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์และยานยนต์ เนื่องจากฟื้นตัวช้าและได้รับผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศจึงยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพื่อดึงดูด FDI