เปิดมุมคิด “อัสสเดช คงสิริ” ดันตลาดทุนไทย สร้างโอกาส-ดึงดูดลงทุน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกและพฤติกรรมผู้ลงทุนที่เปลี่ยนไป นับเป็นโจทย์สำคัญที่ตลาดทุนจะต้องก้าวให้ทัน พร้อม ๆ กับการมองไปข้างหน้า “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ถึงการขับเคลื่อนตลาดทุนไทย เพื่อสร้างโอกาส (Opportunities) ให้กับผู้ร่วมตลาดทุนและผู้ลงทุน
Q : ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกลยุทธ์รับความท้าทาย เพื่อสร้างโอกาส สำหรับผู้ร่วมตลาดทุนและผู้ลงทุนอย่างไร ?
เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะว่ามันจะสอดคล้องกับ SET Path (เส้นทางการพัฒนาตลาดทุน) ที่เราร่วมพัฒนากันมา โดยเส้นทางการพัฒนาก็ต้องยอมรับความผันผวน ความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้านเทคโนโลยี ด้านสภาวะโลกที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้น SET Path ที่เราตั้งขึ้นมาจะเป็น Trusted Gateway to Inclusive Opportunities คืออยากจะเป็นประตูสู่โอกาสที่น่าเชื่อถือ เกิดความเชื่อมั่นในการพาทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน สร้างโอกาสให้กับส่วนรวม
โดยภายใต้ SET Path จะมี 4 ประเด็นหลัก 1.Seamless Infrastructure คือ เราต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพน่าเชื่อมั่น ระบบต้องไม่ล่ม ทุกคนต้องซื้อได้ ผมเคยถามบนเวทีว่า เคยคิดไหมว่าเวลาซื้อหุ้นแล้วจะไม่ได้หุ้น หรือเวลาขายหุ้นจะไม่ได้เงิน ไม่เคยต้องคิด เรามั่นใจว่าได้ตลอด นั่นมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง
2.Empowering Market Participle เราต้องเป็นเหมือนกับวิตามินซีให้กับตลาดทุน ให้กับผู้ที่มาลงทุน ระดมทุนในตลาดของเรา ให้มีกำลังที่เหมาะสม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปต่อได้ ยกตัวอย่าง คือ การระดมทุน เราต้องเป็นแหล่งระดมทุนที่คล่องตัวเหมาะกับสภาวะตลาดและสภาวะโลกในปัจจุบัน เราทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ค่อนข้างเยอะ คอยปรับบริบทให้มันถูกต้อง ให้ได้ทั้ง Quality (คุณภาพ) และ Quantity (ปริมาณ) พร้อม ๆ กันไป แน่นอนว่าเราต้องการโปรดักต์ที่น่าเชื่อถือ น่าลงทุน น่าสนใจ เพราะการซื้อขายจะไม่เกิดขึ้นหรอกถ้ามันไม่มีสินค้าที่น่าสนใจ ที่เหมาะสมต่อความต้องการของนักลงทุน วันก่อนเราเปิดตัวแอปพลิเคชั่น Wiset ไป ก็อยากให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น
3.Trusted Marketplace โดยยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาก็มี 2-3 เคส ที่ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดทุนของเราเสื่อมลงไป ซึ่ง ณ วันนี้คิดว่าดีขึ้นแล้ว แต่ว่าเราก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่เรามี ข้อมูลที่เราให้นักลงทุนรับทราบในการตัดสินใจลงทุนมันเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ โดยเราดึงเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือนักลงทุนให้ตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น มั่นใจขึ้น ถูกต้องขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง AI
และ 4.Purpose for People to Transform จุดเริ่มต้นคือ เราต้องยกระดับตัวเอง ยกระดับองค์กร เราต้องคล่องตัวขึ้น สื่อสารมากขึ้น
Q : การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน จะเข้ามาช่วยปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจไทยและยกระดับตลาดทุนไทยได้อย่างไร ?
ในฐานะตัวกลาง ที่เรียกว่า Market Place เราต้องเป็นตัวที่จะดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันพัฒนาสินค้าที่ดี นำนักลงทุนดี ๆ เข้ามาในตลาดทุนของเรา ให้ความรู้เพิ่มเติมให้ยกระดับการลงทุนในบ้านเรา ฉะนั้นหนึ่งใน Value ที่เราตั้งไว้ก็คือ เราต้องเป็นศูนย์กลางในการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยเหลือกัน ถ้ามองในด้านสินค้า ด้านการระดมทุน หรือบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว
ยกตัวอย่างโครงการหนึ่ง คือ JUMP+ ที่ CMDF หรือกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน สนับสนุน เราก็ดึงบริษัทจดทะเบียนเข้ามาร่วม ชักชวนเขาให้หันกลับมาสื่อสารกับนักลงทุนเพิ่มเติม ยกระดับตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจ หรือความน่าสนใจของการซื้อขายหุ้นมันก็มีโอกาสที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้น
Q : การตอบรับโครงการ Jump+ เป็นอย่างไร บริษัทจดทะเบียนที่เราผลักดันให้เขาทำพร้อมแค่ไหน ?
ดีมากเลย เพราะเป็นอะไรที่นักลงทุนต่างประเทศก็ให้ความสนใจ ที่ไปโรดโชว์มา เราเอาบริษัทที่อยู่ใน JUMP+ เข้าไปพบนักลงทุนด้วย เขาก็ให้ความสนใจค่อนข้างสูง ผมคิดว่าในที่สุดแล้วมันก็กลับมาที่ปัจจัยพื้นฐาน คือ ความน่าสนใจในการลงทุน ปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่สุด คนจะลงทุนก็คงอยากจะได้มูลค่าที่สูงขึ้น แต่มูลค่าที่สูงขึ้นจะสูงขึ้นได้อย่างไรถ้าโดยพื้นฐานแล้วธุรกิจนั้น ๆ ไม่ได้สร้างมูลค่า (เพิ่ม) ให้ตนเอง
มันเป็นโครงการที่สมัครใจ เราไม่ได้บังคับ เบื้องต้นตั้งเป้าแค่ 50-100 บริษัท แต่เมื่อเราปิดรับสมัครโครงการไปรอบแรกเมื่อสิ้นเดือน มี.ค. 2569 สรุปเราได้ 142 บริษัทเข้ามา มีทั้งบริษัทใน SET50, SET100 และ MAI ซึ่งภายใต้แผน JUMP+ แต่ละอัน มันจะมีเป้าที่ชัดเจน บางบริษัทอาจจะบอกว่ารายได้ อาจจะเพิ่มเท่านี้เท่านั้นภายใน 3 ปีข้างหน้า บางคนอาจจะบอกว่าอยากจะรักษาระดับ ROE เท่านี้เท่านั้น หรือเพิ่ม ROE เท่าไหร่ วัดได้หลายองค์ประกอบ แต่ว่าที่สำคัญคือต้องมาสื่อสารความคืบหน้าอย่างน้อยทุก 6 เดือน ว่าโครงการไปถึงไหนแล้ว สำเร็จมากน้อยแค่ไหน หรือไม่สำเร็จมากน้อยแค่ไหน
Q : ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นโอกาสที่จับต้องได้ สำหรับผู้ลงทุนทุกระดับ ?
จริง ๆ เรื่อง ESG นี่ทาง SET มองว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันมีผลกระทบกับธุรกิจทุกคนในอนาคตอย่างแน่นอน ถ้าเราดูจากการเปลี่ยนแปลงกรอบในการลงทุนของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกมันมีความต้องการที่จะเห็นธุรกิจต่าง ๆ สร้างความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืนทางด้านการเงิน ทางสิ่งแวดล้อม หรือบทบาทหน้าที่ในสังคมที่มีสูงขึ้น ความยั่งยืนในเรื่องธรรมาภิบาลก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ
ความสำคัญในความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม อาจจะเป็นอันแรกที่เราได้ยินกันตลอดว่านักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอย่างนั้นถ้าเกิดธุรกิจเองไม่ได้ปรับตัวเองในทางด้านนี้ เม็ดเงินลงทุนก็อาจจะไปที่อื่นที่เขาปรับตัวทัน หรือเตรียมพร้อมทางด้านนี้มาก่อนแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดก็คงจะเป็นยุโรป เขามีกฎ 4 ด้านขึ้นมา เขาเริ่มดูแล้วว่าผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจเราที่จะส่งต่อไปเศรษฐกิจของเขา หรือในตลาดของเขามันริเริ่มจากไหน มันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ถ้าเราไม่มีข้อมูลที่บอกเขาได้ เริ่มต้นเขาอาจจะชาร์ตเราเพิ่มขึ้น มีภาษี มีกำแพงที่ทำให้สินค้าเราแพงขึ้น ในการที่จะส่งออกไปหาเขาได้ หรือ ถึงจุดหนึ่งอาจจะไม่รับเลย
Q : การออกไปโรดโชว์ที่ผ่านมาเสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง เขากังวลอะไรมากที่สุด ?
ความสนใจของตลาดทุนเรากลับมาค่อนข้างเยอะแล้ว จากโรดโชว์ที่ผมไป ทั้งลอนดอนและฮ่องกง นักลงทุนให้ความสนใจและอยากจะเจอบริษัทของเราเยอะขึ้น อันนี้อาจจะต้องผลักดันกันเพิ่มเติม ส่วนสิ่งที่เขากังวลก็มีหลายคนถาม ตัวอย่างอันหนึ่งที่เขาถามชัดเจนสุดแล้วกันว่า คือ “เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะกลับมาโตที่ 4-5% หรือ 7% ไหม” นั่นก็เป็นคำถามโดยพื้นฐาน มันจะเป็นตัวผลักดันให้องค์ประกอบในเศรษฐกิจเราเติบโตได้สูงขึ้นเหมือนกัน ผมไม่ค่อยได้ตอบ ผมก็บอกเขาว่าผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ผมว่าพวกเราทุกคนเชื่อใจกัน เชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะโตได้สูงกว่านี้ อาจจะต้องมีการลงทุน มีการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน หรือสร้างรากฐานให้มันเติบโตกลับไปในระดับที่เราควรจะไปถึงได้ในอนาคต
แน่นอนว่าเราอยากจะให้หุ้นขึ้นพรุ่งนี้ แต่ว่าในเวลาเดียวกันเราคงต้องวางรากฐานเพื่อให้เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง ก็ต้องวางรากฐานเพื่อให้เราเติบโตได้ในอนาคตในระยะยาวด้วย ฉะนั้นการลงทุนในเรื่องคน ณ วันนี้เราให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี ทำอย่างไรให้พนักงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง พร้อมสำหรับอนาคต ไม่ว่าเทคโนโลยีหรือความเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก เราต้องลงทุนในพนักงานของเราให้เขาพร้อมที่จะรับความผันผวนในการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ด้วย