ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า หลังคาดธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยเดือนหน้า
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 24-28 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (24/11) ที่ระดับ 32.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 32.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์นี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า
โดยตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถูกกดดันหลังนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ส่งสัญญาณว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกภายในปีนี้ โดยเขากล่าวในงานเสวนา ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศชิลี เมื่อวันศุกร์ก่อนหน้าว่า (21/11) เขามองว่านโยบายการเงินยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างตึงตัว แม้ว่าจะน้อยลงกว่าเดิมหลังการดำเนินนโยบายล่าสุด
ดังนั้น จึงยังมีช่องว่างสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของเฟดในระยะใกล้ เพื่อให้ทิศทางนโยบายเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลางมากขึ้น และยังคงรักษาสมดุลในการบรรลุเป้าหมายทั้งสองประการของเฟด โดยการแสดงความเห็นของนายวิลเลียมส์ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค.
นอกจากนี้ ในช่วงกลางสัปดาห์มีกระแสคาดการณ์ว่า นายเควิน แฮสเซนต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาวและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเก็งที่จะดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่แทนเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งจะครบวาระในเดือน พ.ค. 2569 โดยหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการในเฟดที่เขาเป็นคนคัดเลือกเพิ่มขึ้น ซึ่งนักลงทุนมองว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงสัปดาห์นี้ ดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.7% ทางด้าน Conference Board มีการเปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 6.8 จุด สู่ระดับ 88.7 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 93.2
โดยได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในภาคครัวเรือนและตลาดแรงงานสหรัฐ อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายเดือนซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือน ส.ค. โดยข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคอ่อนแอลงและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ชะลอตัวลงด้วย
ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมวันที่ 9-10 ธ.ค. ซึ่งล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 85% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทถูกกดดันหลังสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือน ต.ค. 2568 โดยการส่งออกมีมูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5.7% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 32,272.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.3% ส่งผลให้เดือน ต.ค. ขาดดุลการค้า 3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ได้กล่าวว่าการส่งออกในเดือน ต.ค.นี้ ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ถึง 19% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้เร่งส่งออกสินค้าไปค่อนข้างมาก ทำให้ประเทศคู่ค้ามีสต็อกสินค้าในปริมาณสูง ส่งผลให้การส่งออกในเดือนนี้ชะลอตัวลง ในส่วนของแนวโน้มการส่งออกในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ (พ.ย .- ธ.ค.) เชื่อว่าประเทศคู่ค้ายังมีสินค้าในสต็อกสูง ดังนั้นการส่งออกน่าจะชะลอตัว นอกจากนี้ในสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทถูกกดตันจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ซึ่งนายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มหาอุทกภัยหาดใหญ่และบางจังหวัดในภาคใต้อาจจะทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ติดลบในไตรมาส 4 และมีแนวโน้มสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวนมาก ขณะที่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน โดยพื้นที่เศรษฐกิจหลัก คาดสร้างความเสียหาย 3 ส่วน คือ การค้าชายแดน, เกษตรสินค้ายาง, ยางพารา และนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย
ปัจจุบัน จ. สงขลามีสัดส่วน GDP ราว 1.5% ของ GDP ด้วยเหตุนี้เป็นที่คาดว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.50% เหลือ 1.25% ในเดือน ธ.ค. และอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อเนื่องเหลือ 1.00% ภายในช่วงต้นปี 2569 เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตามการอ่อนค่าของบาทยังเป็นไปอย่างจำกัดจากดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง และราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางการคาดการณ์ของเฟดที่มีท่าทีผ่อนคลายทางการเงิน ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.17 – 32.52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/11) ที่ระดับ 32.19/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (24/11) ที่ระดับ 1.1509/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 1.1524/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโร ทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถผ่านแนวต้านแถวระดับ 1.1600 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ได้
โดยยังถูกกดดันหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่าความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากรและความท้าทายทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาจเพิ่มแรงกดตันต่อเสถียรภาพการเงินในยูโรโซน โดยแม้ความเสี่ยงด้านภาษีจะผ่อนคลายลงตั้งแต่เดือน เม.ย. แต่ยังคงมีโอกาสที่จะกลับมารุนแรงอีกครั้ง ขณะเดียวกันตลาดสินทรัพย์และตลาดหุ้นมีความเปราะบางต่อการปรับฐานราคาที่รุนแรง ท่ามกลางความท้าทายด้านการคลังในบางประเทศ อย่างไรก็ดี ECB มองว่าภาคธนาคารยังคงแข็งแกร่งจากกำไร เงินกองทุนและสภาพคล่องที่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ทำให้การดำเนินนโยบายของ ECB ยังมีความไม่แน่นอนอยู่
นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกระหว่างสัปดาห์ยังคงไม่สู้ดี โดยสถาบัน Ifo ได้รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลงมาอยู่ที่ 88.1 จากระดับ 88.4 ในเดือน ต.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ 88.5 โดยการที่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีปรับตัวลดลงผิดคาดในเดือน พ.ย. สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทต่าง ๆ เริ่มหมดหวังกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หลังต้องเผชิญภาวะหดตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี
นอกจากนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) ได้เปิดเผยข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณการครั้งสุดท้าย ไตรมาส 3/2568 ขยายตัว 0% หรืออยู่ในภาวะทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1503 – 1.1613 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/11) ที่ระดับ 1.1576/78 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (24/11) ที่ระดับ 156.67/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์(21/11) ที่ระดับ156.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยสัปดาห์นี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ
โดยมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานปรับตัวขึ้น 2.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งตรงตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2% โดยค่าเงินเยนยังถูกกดดันหลังนักลงทุนยังความวิตกกังวลว่านายกรัฐมนตรีทาคาอิจิจะเพิ่มการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลภายใต้นโยบายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้สถานะการคลังของญี่ปุ่นจะย่ำแย่ที่สุดในบรรดาประเทศในกลุ่ม G7 ซึ่งถือเป็นการกดดันค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามการอ่อนค่าของเงินเยนยังอยู่ในกรอบจำกัด หลังนายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ได้ออกมาเตือนว่า เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้ และรัฐบาลเชื่อว่าการเข้าแทรกแซงค่าเงินถือเป็นทางเลือกหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าตลาดยังคงมีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลจะ “ดำเนินการอย่างเหมาะสมตามความจำเป็น” ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงมีความระมัดระวังในการซื้อขายเพิ่มขึ้น โดยกังวลว่าจะเกิดการแทรกแซงค่าเงิน
นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ได้ส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หรือ ม.ค. เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเติบโตของค่าจ้าง ในส่วนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่าการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (24/11) เป็นไปอย่างราบรื่น
และมองว่าสถานการณ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนยังเป็นไปด้วยดี ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.70- 157.20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/11) ที่ระดับ 156.29/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ