คลังแจกเป้าปั๊มรายได้ปี’70 แผนระยะกลางบี้เพิ่ม 198,170 ล้าน
รัฐบาลกำลังเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก่อนจะยุบสภา ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 มีมติอนุมัติจัดทำงบประมาณรายจ่ายที่วงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.2%
โดย “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า เป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลจำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลง 72,000 ล้านบาท หรือลดลง 8.4% และคิดเป็นสัดส่วน 3.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจากปีงบประมาณ 2569 ซึ่งมีสัดส่วน 4.4%
“รัฐบาลไม่มีแนวทางขยายเพดานหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการรักษาวินัยการเงินการคลัง และเชื่อว่ากรอบงบประมาณรายจ่ายนี้จะสามารถทำให้เศรษฐกิจปี 2570 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้”
บี้สรรพสามิต-สรรพากร-ธนารักษ์
ภายใต้กรอบการทำงบประมาณปี 2570 ดังกล่าว พบว่ากระทรวงการคลังได้ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิปีงบประมาณ 2569 ตามเอกสารงบประมาณที่กำหนดไว้เป็นจำนวน 79,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.7%
โดยหน่วยงานจัดเก็บรายได้ที่ต้องจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นตามเอกสารงบประมาณ ได้แก่ กรมสรรพากรได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 2,517,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่ประมาณการอยู่ที่ 2,447,100 ล้านบาท จำนวน 70,600 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.9%

ขณะที่กรมสรรพสามิตได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 611,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่ประมาณการอยู่ที่ 578,200 ล้านบาท จำนวน 33,020 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.7%
กรมธนารักษ์ต้องนำส่งรายได้เพิ่มขึ้นที่ 14,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่ประมาณการอยู่ที่ 11,900 ล้านบาท จำนวน 2,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20.2%
ส่วนรัฐวิสาหกิจต้องนำส่งรายได้เพิ่มขึ้นที่ 183,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ที่ประมาณการอยู่ที่ 182,600 ล้านบาท จำนวน 900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.5%
ด้านหน่วยงานที่ประมาณการรายได้ลดลง ได้แก่ กรมศุลกากร อยู่ที่ 116,000 ล้านบาท จากปีงบประมาณก่อนอยู่ที่ 122,200 ล้านบาท ลดลง 6,200 ล้านบาท หรือลดลง 5.1%
และส่วนราชการอื่นต้องนำส่งรายได้ที่ 141,580 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 152,900 ล้านบาท ลดลง 11,320 ล้านบาท หรือลดลง 5.4%
ทั้งนี้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุว่ากรณีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 8.5% เป็นแผนระยะปานกลาง เพื่อสร้างความมั่นคงทางการคลัง และรองรับการลงทุนในอนาคต ไม่ใช่การปรับขึ้นทันทีในปัจจุบัน โดยในปี 2568-2569 จะยังไม่มีการปรับ ซึ่งตามแผนคือปี 2571 ปรับขึ้นไปที่ 8.5%
“ไม่ได้บอกว่าจะขึ้นตอนนี้ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ฐานะการคลังมั่นคง ถ้าเราไม่เตรียมแผน ประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงได้ โจทย์ใหญ่คือการบริหารรายได้และรายจ่ายอย่างชัดเจน”
ปั๊มรายได้เพิ่ม 198,170 ล้าน
โดยตามแผนการคลังระยะปานกลาง มีแผนในการเพิ่มรายได้ 198,170 ล้านบาท ประกอบด้วย
“กรมสรรพากร” จะดำเนินการ 1) ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และพิจารณาความเหมาะสมของค่าลดหย่อนบางประเภท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 45,800 ล้านบาท 2) จัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจำนวน 12,000 ล้านบาท และ 3) จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 8,400 ล้านบาท
ขณะที่ “กรมสรรพสามิต” จะต้องดำเนินการ 1) จัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเบนซินเพิ่มจากอัตราปัจจุบันลิตรละ 1 บาท จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 33,000 ล้านบาท 2) ปรับโครงสร้างและปรับเพิ่มอัตราภาษีจากสินค้ากลุ่มภาษีบาป (สุรา เบียร์ และยาสูบ) จำนวน 5,450 ล้านบาท 3) ปรับโครงสร้างของสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงการนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบ จำนวน 6,000 ล้านบาท และ 4) จัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจำนวน 320 ล้านบาท
ด้าน “กรมศุลกากร” จะมีมาตรการยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจำนวน 3,000 ล้านบาท
และ “ส่วนราชการอื่น” จะมีรายได้เพิ่มจาก 1) รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมจำนวน 71,300 ล้านบาท และ 2) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจำนวน 12,900 ล้านบาท