มองข้ามช็อต ปี 69 ส่องหาตลาดหุ้นถูก เตรียมพร้อมกระจายพอร์ตลงทุน
ค่าเงิน การลงทุน หุ้น
โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
ข่าวใหญ่ของโลกการลงทุนสาย VI ที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ นักลงทุนในตำนานโลก “วอร์เรน บัฟเฟตต์” วัย 95 ปี ได้ประกาศวางมือจากตำแหน่ง CEO ของ Berkshire Hathaway และเขียนจดหมายสุดท้ายถึงผู้ถือหุ้น หลังจากนี้คุณปู่จะเงียบ ไม่พูดแล้ว “i’m going quite” จากปกติพูดในการประชุมผู้ถือหุ้นปีละครั้ง และกลายเป็นแนวทางให้กับนักลงทุนทั่วโลกมาตลอดช่วงที่เข้ามาบริหาร 60 ปี
จดหมายฉบับสุดท้าย “คุณปู่บัฟเฟตต์” เปิดโพล “หลักการลงทุน-อดทน”
ในจดหมายของคุณปู่ตอนหนึ่งที่ได้พูดถึงเรื่องการเข้าใจหลักการลงทุน และมีความอดทน พร้อมกับฝากถึงนักลงทุนให้อดทนและเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ เพราะประสบการณ์ที่บริหารกองทุนมา 60 ปี จริงๆ ก็ไม่ได้ราบรื่น โดยเจอหุ้นตกลงไปเกิน 50% ถึง 3 ครั้ง แต่สุดท้ายก็กลับมาได้และยังเชื่อมั่นหุ้นสหรัฐฯ อยู่ คุณปู่ย้ำว่า “Don’t bet against America” เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นโลกใบนี้ก็เติบโตไปกับอเมริกาซึ่งเป็นเบอร์หนึ่ง
ถ้าพวกเราติดตามคุณปู่บัฟเฟ่ต์และชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนคู่หูคู่นี้บอกเสมอว่า จริงๆ เขาไม่รู้ว่าตลาดจะตกเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เขาทำ คือ อดทนรอ ถือเงินสด แต่ถ้ายังไม่มีหุ้นที่เข้าข่ายจะเลือกลงทุนแล้ว เขาก็เก็บเงินรออยู่เฉยๆ ก่อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หุ้นตกหนัก เขามีเงินพร้อมจะลงทุนเสมอ นี่คือ Blubprint ของ Berkshire Hathaway ที่วางกันไว้ตั้งแต่แรก “เก็บเงินแล้วรอช้อนเมื่อมีหุ้นดีๆ” ครับ
ปัจจุบัน Berkshire Hathaway มีเงินไหลเข้ามาลงทุนเยอะมากทั้งจากการทำธุรกิจต่างๆ อาทิ ประกัน พลังงาน ซึ่งเงินก้อนมหาศาลรอลงทุนในหุ้นใหญ่ๆ แต่หากไม่มีหุ้นให้ซื้อหรือราคาไม่ตกลงมามากพอ ก็จะรอต่อไป เพราะฉะนั้นเงินสดเหล่านี้จะไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยมาอยู่ระดับ 4% แต่ผลตอบแทนระดับ 4% ก็ถือว่าแน่นอนแถมความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นอีกด้วย
อีกทั้งถ้าลงทุนในหุ้นอาจจะได้ไม่มากเท่านี้ เพราะฉะนั้น เม็ดเงินกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ลงทุนพันธบัตรได้ดอกเบี้ย 4% ต่อปี คุณปู่บัฟเฟ่ต์จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินไปเสี่ยงลงทุนหุ้นหากไม่เจอดีลเจ๋งจริงๆ
ถอดรหัสหุ้นสหรัฐฯ แพงเวอร์ แต่ปาร์ตี้ยังไม่เลิก?
ยิ่งในยามนี้ที่ตลาดตั้งคำถามกันมาก ว่า “หุ้นสหรัฐฯ แพงเกินไป” และคาใจว่า “ทำไมลงแล้วปรับขึ้นมาใหม่ได้อีก” เชื่อไหมครับว่า แม้ทุกคนจะรู้สึกว่าแพง แต่ก็ยังไม่มีใครอยากออกจากปาร์ตี้นี้ก่อนครับ คนส่วนใหญ่ยังอยากจะอยู่จนปาร์ตี้เลิกแล้วค่อยออกกัน ซึ่งถ้าเวลานั้นมาจริงๆ ก็ไม่รู้จะออกกันทันไหม? แต่สำหรับมุมมองของผมต่อหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังขึ้นได้ในเวลานี้
เรื่องแรก ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ กำไรงวดไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทยังมีการเติบโตที่ดีอยู่ซึ่งไม่ใช่เพียงกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มีอีกหลายๆกลุ่มที่เติบโตด้วย ทั้งนี้ พบว่าบริษัทต่างๆมี Productivity (ผลิตภาพ) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งมีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดต้นทุน ส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังออกมาดี และทำให้หุ้นหลายตัวที่มูลค่าแพงเกินไปมากๆ แต่ตอนนี้กำไรเริ่มกลับมาโตทันในระดับนึง จึงเป็นปัจจัยหลักที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่มีแนวโน้มจะร่วงมาก
ดังนั้น ณ ปัจจุบัน จึงตัดสินใจได้ยากมากว่าหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นมามากเกินไปหรือไม่ แต่ตอบได้ว่า ราคาหุ้นในตอนนี้ไม่ได้ดูแพงเมื่อเทียบกับ Earning ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเป็นภาพที่ต่างจากก่อนหน้าที่หุ้นมีมูลค่าเกินตัวเมื่อเทียบกับ Earning ในอดีต แต่ขณะเดียวกันต้องบอกว่า ตอนนี้ หุ้นสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ถูกแบบระดับสมเหตุสมผลเสียทั้งหมดนะครับ เพราะยังต้องติดตามปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะข้างหน้าด้วย ซึ่งไม่มีใครคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ
เรื่องที่สอง แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ หากมองจากกระแสในช่วงนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังต้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายทางการเงินผ่อนคลายในระยะข้างหน้าและยังมีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่เฟดและประธานเฟดบางสาขา มีความเห็นว่า ยังต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่
สอดคล้องกับ FedWatch Tool ของ CME Group ที่ออกมาล่าสุด บ่งชี้ว่า ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของปีนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 55.4% ที่เฟดจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75 – 4.00% และในส่วนของโอกาสที่เฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% นั้น นักลงทุนให้น้ำหนักลดลงมาเหลือที่ 44.6% แล้ว ซึ่งลดลงจากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 62.4%
ความล่าช้าของข้อมูลสําคัญด้านแรงงานและเงินเฟ้อหลายรายการจะทําให้เฟดต้องเข้าสู่การประชุมในเดือนหน้าโดยแทบไม่มีข้อมูล ซึ่งอาจทําให้การคงอัตราดอกเบี้ยมีความเป็นไปได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ขึ้นอยู่กับข้อมูลสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่รายงานในแต่ละเดือนด้วย ซึ่งในตอนนี้นักลงทุนกำลังจับจ้องไปที่ตัวเลขกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ การจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน ก.ย. รวมทั้งตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ หลังจากได้เลื่อนการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ อันเนื่องจากภาวะการปิดหน่วยงานรัฐบาลในสหรัฐฯ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ กลับมาเดินหน้าทำการตามปกติ 100% อีกครั้ง หลังจากที่ต้องปิดทำการหรือ Government Shutdown ในยุคของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ลากยาวนานถึง 43 วัน ถือว่ายืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ซึ่งมีการประเมินมูลค่าความเสียหายมากกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ต้องติดตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐฯ ประจำไตรมาส 3 ที่จะประกาศออกมา
เรื่องที่สาม กระแสฟองสบู่ AI ที่ไม่มีใครถอดรหัสได้ คำถามที่ว่า หุ้น AI จะเป็น “AI Bubble หรือ AI Revolution” ท่ามกลางตลาดที่ทำสถิติ All time High ติดต่อกัน 6-7 เดือน ทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq โดยตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำด้วยหุ้นยักษ์ 10 ตัวของสหรัฐฯ แม้จะเริ่มปรับฐานในช่วงปลายเดือนตุลาคมจนถึงวันนี้ แต่ก็ยังดีดตัวได้บ้างวัน ท่ามกลางเสียงสัญญาณดังถี่ขึ้นทุกวัน “ฟองสบู่ใกล้แตกแล้ว” แต่ทุกคนก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่มีใครกล้าออกจากปาร์ตี้นี้ก่อน
คงจำกันได้ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ Nasdaq มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดกว่าก็คือ หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7-10 ตัวที่นักลงทุนเรียกว่า “หุ้น 7 นางฟ้า” มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีและหุ้นอื่นๆ มาก
การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยที่มีช่วงปรับตัวลงน้อยกว่ามากนั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหุ้นอื่น จนถึงนาทีนี้เราคงต้องเรียกว่าเป็น “หุ้นยักษ์” ที่มีมูลค่าตลาดสูงมาก หุ้นตัวใหญ่ที่สุดคือ Nvidia นั้นมีมูลค่าถึงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 162.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของ Market Cap. ของตลาดหุ้นไทย ที่มีหุ้นทั้งหมด 700-800 ตัว
และถ้าเปรียบบริษัทเหมือนกับประเทศๆ หนึ่งในโลกที่ผลิตสินค้าและบริการให้กับโลก หุ้น NVIDIA ก็ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่กว่าทุกประเทศในโลกยกเว้นสหรัฐฯ และจีนในแง่ของ GDP พูดง่ายๆ Market Cap. ของหุ้น Nvidia ใหญ่กว่า GDP ของประเทศเยอรมันที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน
ในวันนี้ นักวิเคราะห์ค่ายใหญ่ๆ ออกมาเตือน รวมถึง Sundar Pichai ซีอีโอ Google ที่ล่าสุดได้ออกมาส่งสัญญาณว่า “ไม่มีบริษัทไหนรอดพ้นฟองสบู่ AI หากแตกจริง รวมถึง Google ด้วย”
โดยยอมรับว่ากระแส AI ตอนนี้มี “ความไร้เหตุผล” ปนอยู่ แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมาก็ตาม พร้อมกันนี้ได้เปรียบเทียบกับยุคอินเทอร์เน็ตว่า ตอนนั้นก็มีการลงทุนเกินจริง และพอฟองสบู่แตกทุกบริษัทก็โดนผลกระทบหนัก
แต่สุดท้าย “อินเทอร์เน็ต” ก็กลายเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้ ซึ่งเขาคาดว่า หากบริษัท AI ใดผ่านช่วงที่ยากลำบากไปได้ ก็อาจจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนโลกได้เช่นกัน
Sundar Pichai เตือนทิ้งท้ายว่า AI จะทำให้มนุษย์หลายคนต้องเปลี่ยนอาชีพ แต่สุดท้าย คนที่จะอยู่รอดคือ คนที่เรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI ได้เร็วที่สุด
แต่ทรัมป์ ไม่ได้วิตกต่อเทคโนโลยี AI ที่อาจกลายเป็น “ฟองสบู่ใหม่” ของตลาดโลก เขาตอบว่า “ไม่เลย ผมชอบ AI ผมคิดว่า มันจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง และนี่คือคลื่นลูกใหม่ของอนาคต” พร้อมกับย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้นำเทคโนโลยีโลก แต่จะไม่อุ้มเอกชนด้วยภาษีประชาชน
กระแสหุ้น AI ยิ่งแรงขึ้น เมื่อบริษัทเทคโนโลยี 3 ยักษ์ใหญ่อย่าง “Nvidia x MicroSoft x Anthropic” ประกาศจับมือกันลงทุนวนเป็นลูป (Loop) อีกครั้ง!
แต่ในสภาวะที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง คำแนะนำของผมให้ยึดหลักการของคุณปู่ บัฟเฟ่ต์ ถ้าหุ้นแพงหมดควร “หยุดลงทุน” สำหรับคนที่ถือหุ้นสหรัฐฯ มีกำไรสูงมาก ผมแนะนำให้ “ขายบางส่วน” ออกมาก่อน ขณะที่ในพอร์ตยังมีหุ้นสหรัฐฯ เหลือติดไว้อยู่ ในส่วนของเงินสดแนะนำลงทุนพันธบัตรเพื่อรับดอกเบี้ย และรอช้อนซื้อในยามหุ้นตกแรงๆ หรือมีตลาดดีๆ ให้เข้าลงทุนอีกครั้ง
Market Prediction สแกนตลาดหุ้นถูกแพง
หากดูข้อมูล Market Prediction ว่าประเทศไหนน่าลงทุนที่สุด? Alpha AI ของ Jitta Wealth ชี้ไปที่ 4 ตลาดหุ้นหลักของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 68)
- ตลาดหุ้นจีน จำนวนหุ้นถูก 42 ตัว มากกว่าหุ้นแพงที่มีแค่ 8 ตัว เท่ากับมีหุ้นถูกแพง 5.25 เท่า
- ตลาดหุ้นฮ่องกง จำนวนหุ้นถูก 35 ตัว มากกว่าหุ้นแพงที่มีแค่ 15 ตัว เท่ากับมีหุ้นถูกแพง 2.33 เท่า
- ตลาดหุ้นญี่ปุ่น จำนวนหุ้นถูก 32 ตัว มากกว่าหุ้นแพงที่มีแค่ 18 ตัว เท่ากับมีหุ้นถูกแพง 1.78 เท่า
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จำนวนหุ้นถูก 28 ตัว มากกว่าหุ้นแพงมี 22 ตัว เท่ากับมีหุ้นถูกแพง 1.27 เท่า
Alpha AI วิเคราะห์แล้ว “จีน” ยังน่าลงทุนที่สุดในตอนนี้ ส่วนสหรัฐฯ อยู่รั้งท้าย แต่หุ้นสหรัฐฯ รอบนี้มีเซอร์ไพร์ซ นั่นก็คือ ช่วงที่หุ้นปรับฐาน ทำให้มีหุ้นถูกจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้
อย่ามองข้ามหุ้นจีน เพิ่งเริ่มขาขึ้น จัดพอร์ตลงทุนยังทันรับปี 69
ภาพรวมตลาดหุ้นจีน ณ ปัจจุบัน เป็นทรัพย์สินที่เข้าข่ายน่าลงทุนอย่างที่สุด โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญๆ ดังนี้
เรื่องแรก เศรษฐกิจจีนยังมีการเติบโตที่ดีอยู่ระดับ 4-5% ต่อปีถือว่าเติบโตสูงมากในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ถ้าเศรษฐกิจจีนคงการเติบโตไปได้ระดับนี้ มีโอกาสที่จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกแซงหน้าสหรัฐฯ ในไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น ผมมองว่า จีนกำลังอยู่ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากเบอร์ 2 เป็นเบอร์ 1 ถ้าในกรณีจีนทำได้สำเร็จจริงๆ เศรษฐกิจขยายตัว จะส่งผลต่อบริษัทในจีนให้มีกำไรเติบโตต่อไปได้อีกไกล แต่ในกรณีจีนทำไม่สำเร็จ จีนก็ยังคงเป็นเบอร์ 2 ของโลกอยู่
เรื่องที่สอง แม้จีนจะมีปัญหาภายนอกประเทศทั้งจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้พิสูจน์แล้วว่า มีการวางแผนตั้งรับและต่อสู้กลับในวิถีของตนเองได้ดีมากๆ
ยกตัวอย่างเรื่องเทคโนโลยี แม้จีนจะถูกสหรัฐฯ กีดกัน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนเติบโตขึ้นมาก็ตาม แต่จีนก็ได้สนับสนุนให้บริษัททั้งหลายเริ่มทำการผลิตและให้คนในประเทศใช้ของจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคเซมิคอนดัคเตอร์ที่ผลิตชิปเชิงลึกการพัฒนาเทคโนโลยี AI เป็นต้น ภายใต้โครงสร้างประชากรกว่า 1,400 คน ถือว่าเป็นตลาดบริโภคที่มีขนาดใหญ่กว่าสหรัฐฯ มาก ผมมองว่าหากจีนทำได้สำเร็จ จะทำให้จีนไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศมากก็ได้ ซึ่งประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เคยกล่าวไว้าว่า โลกต้องการจีนมากกว่าจีนต้องการโลกแล้วในตอนนี้ ทุกอย่างต้องใช้ของที่จีนผลิต หรือ Made in China
เพราะฉะนั้น มองในแง่ของการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ พลวัตรต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่จีนกำลังพัฒนาตามรอยสหรัฐฯ ขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นคำตอบได้ว่า ในอนาคตจีนจะต้องเติบโตแน่นอน และถึงแม้จีนไม่แซงสหรัฐฯ แต่ยังเป็นเบอร์ 2 ที่ทัดเทียมสหรัฐฯ ครับ เพราะฉะนั้น ตราบใดที่เศรษฐกิจจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และประชากรมีการบริโภคในประเทศ ย่อมส่งผลบวกต่อการมีกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในตลาดจีน และทำให้ราคาหุ้นจีนก็จะปรับขึ้นตามนั่นเอง ผมจึงมองว่าแม้จีนจะเผชิญสงครามการค้าหรือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่จีนมีศักยภาพในการเติบโตภายในประเทศสูงมากๆ ครับ
เรื่องที่สาม Valuation ของหุ้นจีน แม้จีนจะมี GDP ที่เติบโตสูงอันดับต้นๆ ของโลก แต่ตลาดหุ้นจีนปัจจุบันยังถูกมากๆ ผมเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีค่า P/E (ราคาหุ้นต่อกำไร) อยู่ที่ 24-26 เท่า แต่ตลาดหุ้นจีน P/E อยู่ที่ระดับ 13 เท่า และถ้า Forward P/E อยู่ที่ราว 11 เท่า เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศใหญ่ๆ จึงมองว่า “หุ้นจีนถูกมาก” แม้ว่าในช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นจีนได้ปรับตัวขึ้นมาเพียงระดับนึง เรียกว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของขาขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นจีนได้ผ่านจุดต่ำสุดเมื่อปลายปี 2567 หลังจากที่เกิดวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ฟองสบู่แตกและปัญหารัฐบาลเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมการศึกษาและ เกมต่างๆ จนทำให้ตลาดหุ้นเป็นขาลงติดต่อกัน 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2464 ที่ผ่านมา
สาเหตุที่ผมเชียร์หุ้นจีนมายาวตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปีนี้ เนื่องจากหุ้นจีนหลายๆตัวมีเงินสดที่ใกล้เคียงกับ Market Cap. สะท้อนว่า หุ้นจีนมีความเสี่ยงปรับตัวขาลง (Downside Risk) ค่อนข้างต่ำมาก สะท้อนว่านักลงทุนไม่ค่อยอยากขาย ขณะที่โอกาสปรับตัวขึ้น (Upside Gain) จะมีสูงมากจากการเติบโตทั้งกำไรของบริษัทในตลาดและเศรษฐกิจ
เรื่องที่สี่ Fundflow ที่ไหลเข้าในตลาดหุ้นจีน เมื่อไหร่ที่หุ้นยังมีราคาถูก เราจะเห็น Fundflow ทั้งในประเทศและต่างประเทศไหลเข้าลงทุนตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนจีนที่มีเงินออมจำนวนเพิ่มขึ้นมาก และไม่สามารถนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือประเภทอื่นๆ ได้ ก็จะโยกมาลงทุนหุ้นจีน ถือเป็นเหตุผลที่ตลาดหุ้นจีนขึ้นมาสูงมากในปีนี้ และคาดว่าจะยังคงปรับตัวขึ้นอีกในปี 2569 ครับ
สำหรับใครที่ยังไม่ลงทุนหุ้นจีน ผมแนะนำว่า ควรจะมีหุ้นจีนติดพอร์ตไว้บ้าง เป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุน หรือหากใครที่ต้องการเลือกลงทุนหุ้นรายตัวของจีนด้วยตัวเอง สามารถเข้าไปดูข้อมูลใน Jitta.comจะมีข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกของหุ้นรายตัวของหลายๆ ประเทศให้เลือกครับ และลูกค้า Jitta Wealth ได้จัดสรรเงินบางส่วนลงทุนในหุ้นจีนรายตัวผ่าน Jitta Ranking จีน หรือ Jitta Ranking ฮ่องกงเพื่อกระจายลงทุนกันมากขึ้นครับ
ลงทุนอย่างมีหลักการ วินัยคือสะพานสู่ความสำเร็จ
ประเด็นสุดท้ายผมอยากฝากถึงนักลงทุนทุกท่าน ไม่ว่าจะเลือกลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนหรือลงทุนด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญ คุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักการลงทุนที่ถูกต้อง มีความรู้ความเข้าใจในสินทรัพย์ที่ลงทุนทั้งวัฏจักรตลาด (Market Cycle) ความเสี่ยงเป็นอย่างไร เพื่อรู้ว่าตลาดอยู่ในช่วงใด ฟื้นตัว เฟื่องฟู ชะลอตัว หรือถดถอย และใช้ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ร่วมกับระบบ Market Prediction เพื่อประเมินจังหวะที่เหมาะกับการลงทุน
และที่สำคัญสุด หัวใจของการลงทุนหุ้นเน้นคุณค่า (VI) คือการซื้อ ‘ธุรกิจดี ราคาที่เหมาะสม’ เพราะต้องลงทุนถือระยะยาวจะเห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมดีกว่าลงทุนระยะสั้นหรือเก็งกำไร
ผมขอย้ำ ไม่มีใครที่สามารถจับจังหวะลงทุนแล้วสามารถชนะตลาดได้ตลอดครับ แต่เครื่องมือที่ทำให้คุณชนะตลาดได้ คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย หรือ DCA ซึ่งการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ อาทิ หากคุณมีเงินออมหรือมีศักยภาพมากพอ สามารถ DCA ทุก 1 เดือน หรือทุก 3 เดือน ช่วยลดการตัดสินใจตามอารมณ์หรือตามจังหวะตลาด และในยามที่ตลาดผันผวน พอร์ตหุ้นที่มีการ DCA จะมีความผันผวนที่ต่ำกว่าตลาด รวมทั้งคงแผนการลงทุนระยะยาวไว้ได้อย่างมั่นคงด้วย
“วินัย” คือหัวใจของการลงทุนระยะยาว เปรียบเสมือนสะพานสู่ความสำเร็จ “สร้างพอร์ตเติบโตแบบ VI” ได้จริง